ของขวัญวันครบรอบที่ควรเลี่ยง ตามความเชื่อเรื่องความรัก มีอะไรบ้าง

ของขวัญที่ความเชื่อเรื่องความรักมักแนะนำให้เลี่ยงในวันครบรอบ ได้แก่ ของมีคม เช่น มีดหรือกรรไกร ที่เชื่อว่าตัดความสัมพันธ์ รองเท้าที่เชื่อว่าทำให้อีกฝ่ายเดินจากไป กระเป๋าเงินเปล่าที่เชื่อว่านำความฝืดเคืองมาให้ ผ้าเช็ดหน้าที่เชื่อมโยงกับน้ำตาและการจากลา และนาฬิกาที่บางความเชื่อจีนมองว่าพ้องเสียงกับคำว่าจัดงานศพ ความเชื่อเหล่านี้มีที่มาต่างกันตามแต่ละวัฒนธรรม และหลายอย่างมีวิธีแก้เคล็ดที่ทำให้ยังให้ของเหล่านี้ได้โดยไม่ขัดความเชื่อ
วันครบรอบความรักเป็นโอกาสที่หลายคนอยากมอบของขวัญให้คนรักเป็นพิเศษ แต่มีของขวัญบางอย่างที่ดูน่ารักหรือใช้งานได้จริง กลับถูกความเชื่อเรื่องความรักมองว่าไม่ควรให้กัน เพราะแฝงความหมายที่ไม่เป็นมงคลตามความเชื่อของแต่ละวัฒนธรรม
หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่าห้ามให้รองเท้าเพราะจะทำให้อีกฝ่ายเดินหนี หรือห้ามให้มีดเพราะจะตัดความสัมพันธ์ แต่ยังมีของขวัญอีกหลายอย่างที่ความเชื่อแนะนำให้เลี่ยงเช่นกัน บทความนี้จะรวบรวมของขวัญเหล่านั้นพร้อมอธิบายที่มาของความเชื่อแต่ละอย่าง เพื่อให้เลือกของขวัญได้อย่างสบายใจมากขึ้นในวันสำคัญของความสัมพันธ์
ของขวัญวันครบรอบที่ความเชื่อไทยแนะนำให้เลี่ยง
ความเชื่อไทยเรื่องของขวัญต้องห้ามในความสัมพันธ์คู่รักส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลผสมผสานจากทั้งความเชื่อพื้นถิ่นและความเชื่อจีนที่แพร่หลายเข้ามาผ่านคนไทยเชื้อสายจีน ทำให้รายการของต้องห้ามในปัจจุบันมีทั้งที่เป็นความเชื่อไทยแท้และความเชื่อที่รับมาจากวัฒนธรรมอื่น
ของที่ความเชื่อไทยมักแนะนำให้เลี่ยงมากที่สุดคือของมีคมและรองเท้า เพราะทั้งสองอย่างมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ตรงข้ามกับความหมายของการครบรอบ ซึ่งควรเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการแยกจากกัน ผู้ใหญ่ไทยหลายคนยังคงเตือนลูกหลานเรื่องนี้อยู่เสมอเมื่อจะเลือกซื้อของขวัญให้คนรัก
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการให้ของเป็นคู่หรือเป็นเลขคู่ในบางโอกาส ที่ถือว่าเป็นมงคลมากกว่าการให้ของชิ้นเดียวหรือจำนวนคี่ สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องของขวัญไม่ได้จำกัดแค่ประเภทของสิ่งของ แต่รวมถึงจำนวนและรูปแบบการให้ด้วยเช่นกัน
ของมีคมทำไมถึงเป็นของขวัญต้องห้าม
ของมีคม เช่น มีด กรรไกร หรือแม้แต่เข็มเย็บผ้า เป็นของขวัญที่ทั้งความเชื่อไทยและความเชื่อจีนต่างเห็นตรงกันว่าไม่ควรให้กันในความสัมพันธ์คู่รัก เหตุผลหลักมาจากความหมายเชิงสัญลักษณ์ของความคม ที่สื่อถึงการตัดขาดหรือแยกออกจากกัน ตรงข้ามกับความหมายของความรักที่ต้องการความผูกพันต่อเนื่อง
ความเชื่อนี้ลึกซึ้งถึงขนาดที่บางครอบครัวเชื่อว่าแม้แต่การให้มีดทำครัวเป็นของขวัญแต่งงานก็ควรหลีกเลี่ยง หรือถ้าจำเป็นต้องให้จริง ๆ เช่น เป็นของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็น ก็มักมีธรรมเนียมแก้เคล็ดด้วยการให้ผู้รับจ่ายเงินเล็กน้อยเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นการซื้อเองแทนการรับเป็นของขวัญเปล่า ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมานานทั้งในครอบครัวไทยและครอบครัวไทยเชื้อสายจีน
รองเท้าและกระเป๋าเงินเปล่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องอะไร
รองเท้าเป็นของขวัญต้องห้ามที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ความเชื่อนี้มาจากการที่รองเท้าเป็นของที่ใช้เดินทาง จึงถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการ "เดินจากไป" หากให้เป็นของขวัญแก่คนรัก อาจสื่อความหมายทางอ้อมว่าอยากให้อีกฝ่ายเดินออกจากความสัมพันธ์ ทั้งที่ความจริงแล้วผู้ให้ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย
ส่วนกระเป๋าเงินเปล่าเป็นของขวัญต้องห้ามอีกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการเงิน ความเชื่อบอกว่าการให้กระเป๋าเงินที่ไม่มีเงินอยู่ข้างในเลยจะนำความฝืดเคืองด้านการเงินมาสู่ผู้รับ ทางแก้ที่นิยมทำกันคือใส่เงินจำนวนหนึ่งลงในกระเป๋าก่อนมอบให้ แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อยก็ถือว่าเพียงพอตามความเชื่อ เพื่อให้กระเป๋าใบนั้น "มีโชค" ติดมาด้วยตั้งแต่แรกที่ได้รับ
ทั้งสองความเชื่อนี้มีวิธีแก้เคล็ดที่ทำได้ไม่ยาก หากอยากมอบของขวัญเหล่านี้ให้คนรักจริง ๆ เพราะเป็นของที่ใช้งานได้จริงและมีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
ผ้าเช็ดหน้าและนาฬิกาความเชื่อว่าอย่างไร
ผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญต้องห้ามที่มีที่มาจากความเชื่อว่าผ้าเช็ดหน้ามักถูกใช้ซับน้ำตาในยามเศร้าโศกหรือในงานศพ การให้ผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญจึงถูกมองว่าเป็นการอวยพรทางอ้อมให้อีกฝ่ายต้องร้องไห้หรือเสียใจในอนาคต ความเชื่อนี้พบได้ทั้งในวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมจีน
นาฬิกาเป็นของขวัญต้องห้ามที่มีที่มาชัดเจนจากความเชื่อจีน เพราะคำว่า "ให้นาฬิกา" ในภาษาจีนออกเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับการจัดงานศพ ทำให้กลายเป็นของต้องห้ามอย่างเข้มงวดในวัฒนธรรมจีนและแพร่หลายมาสู่คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก ส่วนในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมที่ไม่ได้รับอิทธิพลจีนโดยตรงจะไม่มีความเชื่อนี้อย่างเข้มงวดเท่า แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ระมัดระวังเรื่องนี้ไว้ก่อนเพื่อความสบายใจ
ของขวัญที่มาจากความเชื่อต่างวัฒนธรรมที่ควรรู้เพิ่ม
นอกจากความเชื่อไทยและความเชื่อจีนแล้ว ยังมีความเชื่อจากวัฒนธรรมตะวันตกบางส่วนที่แพร่หลายเข้ามาในสังคมไทยด้วยเช่นกัน อย่างเช่นความเชื่อที่ว่าไม่ควรให้ดอกไม้สีเหลืองแก่คนรัก เพราะในบางวัฒนธรรมตะวันตกสีเหลืองสื่อถึงความริษยาหรือการนอกใจ ต่างจากความเชื่อไทยที่มองสีเหลืองเป็นสีมงคลของวันจันทร์และเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์
อีกความเชื่อหนึ่งที่พบในบางวัฒนธรรมคือไม่ควรให้ไข่มุกเป็นของขวัญให้คู่รัก เพราะมีความเชื่อว่าไข่มุกสื่อถึงหยดน้ำตาที่แข็งตัว การมอบให้จึงอาจสื่อถึงความเศร้าที่จะตามมา ความเชื่อนี้พบได้ทั้งในบางส่วนของยุโรปและเอเชียตะวันออก แม้จะไม่แพร่หลายในไทยมากเท่าความเชื่อเรื่องรองเท้าหรือของมีคมก็ตาม
การรู้ความเชื่อจากหลายวัฒนธรรมเหล่านี้ช่วยให้เลือกของขวัญได้รอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคู่รักที่มีพื้นเพทางวัฒนธรรมต่างกัน เพราะสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าธรรมดา อาจมีความหมายที่ไม่ดีในความเชื่อของอีกฝ่ายก็ได้
ถ้าอยากให้ของกลุ่มนี้จริง ๆ มีวิธีแก้เคล็ดอย่างไร
ตารางด้านล่างสรุปวิธีแก้เคล็ดสำหรับของขวัญต้องห้ามแต่ละประเภท ที่ช่วยให้ยังมอบของเหล่านี้ให้คนรักได้โดยไม่ขัดความเชื่อ
| ของขวัญ | ความเชื่อ | วิธีแก้เคล็ด |
|---|---|---|
| ของมีคม | สื่อถึงการตัดความสัมพันธ์ | ให้ผู้รับจ่ายเงินเล็กน้อยเป็นสัญลักษณ์ว่าซื้อเอง |
| รองเท้า | สื่อถึงการเดินจากไป | ให้ผู้รับจ่ายเงินเล็กน้อยเช่นเดียวกับของมีคม |
| กระเป๋าเงินเปล่า | นำความฝืดเคืองด้านการเงินมาให้ | ใส่เงินจำนวนหนึ่งลงในกระเป๋าก่อนมอบให้ |
| ผ้าเช็ดหน้า | เชื่อมโยงกับน้ำตาและการจากลา | เลือกให้พร้อมของขวัญอื่นที่มีความหมายดี ไม่ให้เดี่ยว ๆ |
| นาฬิกา | พ้องเสียงกับคำที่เกี่ยวกับงานศพในความเชื่อจีน | เลี่ยงคำว่า "ให้นาฬิกา" โดยบอกว่าเป็นการซื้อร่วมกันแทน |
วิธีแก้เคล็ดเหล่านี้เป็นแนวทางที่คนไทยและคนไทยเชื้อสายจีนใช้กันมานาน ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ได้จริง แต่ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทั้งผู้ให้และผู้รับรู้สึกสบายใจมากขึ้นเวลาต้องมอบของขวัญกลุ่มนี้ให้กัน
สิ่งที่สำคัญกว่าความเชื่อเรื่องของขวัญต้องห้าม
แม้ความเชื่อเรื่องของขวัญต้องห้ามจะมีที่มาที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกหรือหลีกเลี่ยงของขวัญตามความเชื่อคือความตั้งใจและความใส่ใจที่ใส่ลงไปในของขวัญนั้น ของขวัญที่เลือกด้วยความเข้าใจในความชอบและความต้องการของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง มีคุณค่ามากกว่าของขวัญที่เลือกเพียงเพราะกลัวผิดความเชื่อ
หากไม่สบายใจกับความเชื่อเรื่องของขวัญต้องห้าม ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือพูดคุยกับคนรักตรง ๆ ว่ามีความเชื่อเรื่องนี้อยู่ หลายคู่พบว่าการพูดคุยเรื่องความเชื่อร่วมกันกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่สนุกและทำให้เข้าใจกันมากขึ้น มากกว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลจนเกินเหตุ
ของขวัญเหล่านี้ใช้ได้ไหมในโอกาสอื่นที่ไม่ใช่คู่รัก
ประเด็นที่น่าสนใจคือของขวัญต้องห้ามเหล่านี้ส่วนใหญ่จำกัดอยู่แค่บริบทความสัมพันธ์คู่รักเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทุกโอกาสในชีวิต เช่น การให้มีดทำครัวเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ไม่ได้ถูกมองว่าไม่ดีเท่ากับการให้ในบริบทคู่รัก เพราะความหมายเชิงสัญลักษณ์เรื่องการตัดขาดผูกกับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนโดยเฉพาะ
เช่นเดียวกัน การให้นาฬิกาเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนหรือให้ลูกหลาน ก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นของต้องห้ามในระดับเดียวกับการให้คู่รัก เพราะความเชื่อเรื่องนี้ผูกกับนัยของการจากลาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นหลัก แม้บางคนจะยังระมัดระวังไว้ก่อนในทุกโอกาสก็ตาม ขึ้นอยู่กับระดับความเชื่อของแต่ละครอบครัว
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องของขวัญต้องห้ามไม่ได้เป็นกฎที่ตายตัวและใช้ได้กับทุกสถานการณ์เหมือนกันหมด แต่เป็นความเชื่อที่ผูกกับบริบทและความหมายเฉพาะของแต่ละความสัมพันธ์ การเข้าใจบริบทนี้ช่วยให้ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุเวลาต้องเลือกของขวัญให้คนอื่นที่ไม่ใช่คู่รัก
สรุป
ของขวัญต้องห้ามในวันครบรอบความรักส่วนใหญ่มีที่มาจากความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อไทย ความเชื่อจีน และความเชื่อตะวันตก ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าห้ามให้เด็ดขาด และหลายอย่างก็มีวิธีแก้เคล็ดที่ทำได้ไม่ยาก สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการยึดติดกับความเชื่อคือความตั้งใจและความเข้าใจในตัวคนรับ เพราะของขวัญที่ดีที่สุดคือของที่แสดงว่าเรารู้จักและใส่ใจอีกฝ่ายจริง ๆ ไม่ใช่แค่ของที่ปลอดภัยตามความเชื่อเพียงอย่างเดียว







