ยืมเงินคืนเงิน มีข้อห้ามอะไรบ้างที่คนเชื่อเรื่องการเงินยังถือกันอยู่

ความเชื่อไทยเรื่องยืมเงินคืนเงินที่ยังพบบ่อยคือ ไม่ควรคืนเงินตอนกลางคืนหรือช่วงหัวค่ำ ไม่ควรคืนเงินให้พอดีเป๊ะจนไม่เหลือเศษติดมือผู้ยืม และควรหลีกเลี่ยงการยืม-ให้ยืมในวันที่รู้สึกว่าไม่เป็นมงคลสำหรับตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความเชื่อคือมารยาทจริง เช่น สื่อสารกำหนดคืนให้ชัดเจนและไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้
คนสองคนตกลงยืมเงินกันด้วยความไว้ใจ แต่พอถึงเวลาคืนจริงกลับมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนยังถืออยู่โดยไม่รู้ตัวว่าทำไมต้องทำแบบนั้น เช่น ไม่อยากคืนเงินตอนค่ำ ไม่อยากคืนให้พอดีเป๊ะจนไม่เหลือเศษ หรือรู้สึกขัดใจถ้าต้องส่งเงินให้กันด้วยมือซ้าย เรื่องพวกนี้ไม่ได้เขียนอยู่ในตำราไหนชัดเจน แต่ส่งต่อกันมาจนกลายเป็นความเคยชินของคนจำนวนมาก
บทความนี้จะไล่ดูทีละข้อว่าความเชื่อเรื่องยืมเงินคืนเงินที่ยังพบบ่อยมีอะไรบ้าง ที่มาคร่าว ๆ เป็นยังไง และแยกให้ชัดว่าจุดไหนเป็นความเชื่อเชิงสัญลักษณ์ จุดไหนเป็นมารยาททางสังคมที่ควรทำจริงไม่ว่าจะเชื่อเรื่องฤกษ์ยามหรือไม่
ข้อห้ามเรื่องเวลาที่ยังพบบ่อย
ความเชื่อที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือไม่ควรคืนเงินตอนกลางคืนหรือช่วงหัวค่ำ เหตุผลที่เล่าต่อกันมาคือกลางคืนเป็นช่วงที่มองไม่ชัด นับเงินผิดพลาดได้ง่าย และในอดีตที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ทั่วถึง การส่งต่อทรัพย์สินตอนมืดก็เสี่ยงเรื่องความปลอดภัยจริง ๆ ด้วย ความเชื่อนี้จึงน่าจะมีรากมาจากเหตุผลเชิงปฏิบัติมากกว่าจะเป็นเรื่องโชคลางล้วน ๆ
อีกข้อที่พบคือไม่ควรยืมเงินหรือคืนเงินในวันที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่เป็นมงคล เช่น วันที่มีเรื่องไม่สบายใจมาทั้งวัน บางคนเลือกเลื่อนไปทำตอนเช้าวันถัดไปแทน เรื่องนี้เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคลมากกว่ากฎตายตัวที่ทุกคนถือเหมือนกัน ไม่มีวันไหนที่ระบุชัดว่าห้ามยืมหรือคืนเงินโดยเฉพาะ
เรื่องจำนวนเงินและเศษที่เหลือติดมือ
ความเชื่อที่น่าสนใจอีกข้อคือเวลาคืนเงิน ไม่ควรคืนให้พอดีเป๊ะจนไม่เหลือเศษเลย บางคนนิยมเผื่อเงินเพิ่มอีกเล็กน้อย เช่น ยืมไปพันบาทคืนให้พันกับอีกสิบบาท ด้วยความเชื่อว่าเป็นการทำให้เงินงอกเงยและรักษาความสัมพันธ์ให้ราบรื่นต่อไป ไม่ตัดขาดกันแค่เพราะเรื่องเงินก้อนนั้นจบไปแล้ว
ในทางกลับกัน บางครอบครัวก็สอนลูกหลานตรงข้ามกันว่าต้องคืนให้พอดีเป๊ะตามที่ยืมมา เพราะมองว่าเป็นการรักษาสัญญาที่ตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต้องพะวงว่าใครติดใครอยู่เท่าไหร่ ทั้งสองแนวคิดนี้ไม่มีข้อไหนผิดข้อไหนถูก เป็นเรื่องของความเชื่อและวัฒนธรรมครอบครัวที่ต่างกันไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือคืนให้ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้และตรงเวลาที่สัญญาไว้
มือที่ใช้ส่งเงินและท่าทีตอนส่งมอบ
หลายคนถูกสอนมาว่าเวลาส่งเงินให้กันไม่ว่าจะยืมหรือคืน ควรใช้มือขวาหรือทั้งสองมือประคองรับ-ส่ง ไม่ควรโยนเงินให้กันหรือวางทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วเดินจากไปเฉย ๆ เรื่องนี้ผูกกับธรรมเนียมการให้-รับของทั่วไปในสังคมไทยที่มองว่าการส่งของด้วยมือเดียวหรือโยนให้เป็นกิริยาที่ไม่ให้เกียรติผู้รับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องเงินอย่างเดียว
| พฤติกรรม | สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ | เหตุผลตามความเชื่อ/มารยาท |
|---|---|---|
| ส่ง-รับเงินระหว่างกัน | ใช้มือขวาหรือสองมือประคอง | ให้เกียรติอีกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน |
| คืนเงินตอนกลางคืน | หลีกเลี่ยง เลื่อนเป็นตอนกลางวัน | มองไม่ชัด เสี่ยงนับผิดหรือเงินหาย |
| คืนเงินให้พอดีเป๊ะ | บางคนเผื่อเศษเพิ่ม บางคนคืนพอดี | ความเชื่อเรื่องการรักษาความสัมพันธ์ ต่างกันไปตามครอบครัว |
ข้อห้ามที่ผูกกับ "การให้ยืมของมงคล" โดยเฉพาะ
นอกจากเงินสดทั่วไป มีความเชื่อเฉพาะกลุ่มที่ไม่นิยมให้ยืมของบางอย่างที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับโชคลาภ เช่น กระเป๋าสตางค์ใบที่ใช้ประจำ หรือเหรียญ/วัตถุมงคลที่เชื่อว่าเรียกทรัพย์ เพราะกลัวว่าจะให้พลังโชคลาภของตัวเองติดไปกับของที่ให้ยืม เรื่องนี้ต่างจากการยืมเงินสดโดยตรง เป็นความเชื่อคนละชั้นที่บางคนถือเฉพาะกับของมงคลส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมการยืมเงินทั่วไป
สิ่งที่สำคัญกว่าความเชื่อคือมารยาทและการสื่อสารที่ชัดเจน
ต้องพูดตรง ๆ ว่าไม่ว่าจะถือความเชื่อเรื่องวันเวลาหรือมือที่ใช้ส่งเงินมากแค่ไหน สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เรื่องยืมเงินราบรื่นจริง ๆ คือการสื่อสารที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เช่น ตกลงกำหนดคืนให้แน่นอน แจ้งล่วงหน้าถ้าคืนไม่ทันตามกำหนด และไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้ด้วยตัวเอง
ในมุมของคนที่เป็นเจ้าหนี้ ถ้าต้องทวงเงินคืน กฎหมายไทยก็มีข้อกำหนดเรื่องวิธีและเวลาทวงถามหนี้ที่นายทุนหรือเจ้าหนี้ทางธุรกิจต้องปฏิบัติตาม เพื่อไม่ให้การทวงหนี้กลายเป็นการคุกคามหรือรบกวนอีกฝ่ายเกินสมควร ส่วนการยืม-คืนเงินระหว่างคนรู้จักกันทั่วไปแม้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกันโดยตรง แต่หลักการพูดจาสุภาพและให้เวลาที่สมเหตุสมผลก็ยังใช้ได้เสมอ ถ้าอยากวางแผนเรื่องการเงินให้เป็นระบบมากขึ้นแทนที่จะพึ่งความเชื่ออย่างเดียว ลองอ่านบทความตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน ประกอบได้
ก่อนจะยืมหรือให้ใครยืมเงินครั้งต่อไป ลองเช็กด้วยรายการนี้
- ตกลงจำนวนเงินและกำหนดคืนให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
- เลือกช่วงเวลากลางวันในการส่ง-รับเงินถ้าอยากทำตามความเชื่อเรื่องความปลอดภัย
- แจ้งล่วงหน้าทันทีถ้ารู้ตัวว่าจะคืนไม่ทันตามกำหนด
- ไม่ทวงเงินต่อหน้าคนอื่นจนอีกฝ่ายอับอาย
- จดบันทึกจำนวนเงินและวันที่ยืม-คืนไว้กันลืมหรือเข้าใจผิดกัน
ยุคโอนเงินผ่านมือถือ ความเชื่อเดิมยังใช้ได้อยู่ไหม
ทุกวันนี้การยืม-คืนเงินระหว่างคนรู้จักส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ธนบัตรส่งมือต่อมือแล้ว แต่โอนผ่านแอปธนาคารหรือพร้อมเพย์แทบทั้งหมด คำถามที่พบมากขึ้นคือความเชื่อเรื่องเวลากลางคืนหรือมือที่ใช้ส่งเงินยังเอามาใช้ได้อยู่ไหมในเมื่อไม่มีการส่งมือจริงอีกต่อไป
คนที่ยังถือความเชื่อเรื่องเวลาส่วนหนึ่งปรับใช้กับการโอนเงินด้วยเช่นกัน คือเลี่ยงกดโอนคืนเงินตอนดึกดื่นหรือหลังเที่ยงคืน แม้เหตุผลเรื่อง "มองไม่ชัดเสี่ยงนับผิด" จะใช้ไม่ได้แล้วเพราะระบบคำนวณให้อัตโนมัติ แต่หลายคนยังรู้สึกว่าการทำธุรกรรมเรื่องเงินตอนดึกเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอยู่ดี เป็นความรู้สึกเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งต่อมาจากความเชื่อเดิมมากกว่าจะมีเหตุผลเชิงปฏิบัติรองรับเหมือนสมัยที่ยังใช้เงินสด
ส่วนความเชื่อเรื่องเศษเงินที่เหลือติดมือกลับใช้งานยากขึ้นในยุคโอนเงิน เพราะการโอนเงินคืนพอดีจำนวนหรือโอนเกินเล็กน้อยทำได้ง่ายพอกัน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเหรียญหรือแบงก์ย่อยเหมือนเงินสด คนที่ยังอยากทำตามความเชื่อนี้จึงแค่โอนเผื่อเศษสตางค์เล็กน้อยเข้าไปในยอดที่คืน เช่น คืน 1,010 บาทแทนที่จะคืน 1,000 บาทพอดี ซึ่งทำได้สะดวกไม่ต่างจากยุคใช้เงินสด
สิ่งที่หายไปชัดเจนที่สุดในยุคดิจิทัลคือความเชื่อเรื่องมือที่ใช้ส่ง-รับเงิน เพราะไม่มีการสัมผัสมือกันอีกต่อไป ความเชื่อข้อนี้จึงค่อย ๆ จางหายไปตามธรรมชาติในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แทบไม่เคยยืมเงินเป็นเงินสดเลย สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องเงินหลายข้อผูกอยู่กับรูปแบบการทำธุรกรรมที่ใช้ในยุคนั้น ๆ มากกว่าจะเป็นกฎตายตัวที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ยืมเงินญาติสนิทกับยืมเงินเพื่อน ต่างกันตรงไหน
หลายคนพบว่ากติกาที่ใช้กับเพื่อนใช้กับญาติสนิทไม่ได้เสมอไป การยืมเงินระหว่างพี่น้องหรือพ่อแม่ลูกมักไม่มีการกำหนดวันคืนชัดเจนเหมือนยืมเพื่อน เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวถูกมองว่าไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นทางการขนาดนั้น แต่ความไม่ชัดเจนนี้เองที่มักกลายเป็นปัญหาในภายหลัง เพราะไม่มีใครกล้าทวงถามอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเวลาผ่านไปนาน จนบางครั้งกลายเป็นความอึดอัดใจสะสมที่ไม่มีใครพูดออกมา
ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ปัญหาเงินในครอบครัวมักแนะนำให้ทำเหมือนยืมเพื่อนสนิท คือตกลงจำนวนและกำหนดคืนให้ชัดเจนตั้งแต่แรกแม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจกัน แต่เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจกระทบความสัมพันธ์ในระยะยาวมากกว่าเรื่องเงินเสียอีก จำนวนเงินก้อนเล็กที่ดูไม่สำคัญตอนยืมอาจกลายเป็นเรื่องบาดหมางใหญ่ได้ถ้าไม่มีใครจำได้ตรงกันว่าคืนไปแล้วหรือยัง
สรุป
ข้อห้ามเรื่องยืมเงินคืนเงินที่คนไทยยังถือกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลากลางคืน จำนวนเงินที่เหลือติดมือ หรือมือที่ใช้ส่งมอบ ส่วนใหญ่เป็นความเชื่อเชิงสัญลักษณ์ที่ผูกกับความสบายใจและความสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ใช่กฎที่มีผลทางกฎหมายหรือพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
สิ่งที่ควรให้น้ำหนักมากกว่าคือมารยาทพื้นฐาน เช่น สื่อสารกำหนดคืนให้ชัดเจน รักษาสัญญาที่ให้ไว้ และให้เกียรติกันทั้งตอนยืมและตอนคืน เพราะไม่ว่าจะทำตามความเชื่อครบทุกข้อแค่ไหน ถ้าไม่รักษาคำพูดเรื่องเงินก็ยากที่ความสัมพันธ์จะราบรื่นในระยะยาว







