วิธีคำนวณผลรวมเลขกล่องไปรษณีย์ (P.O. Box) หรือรหัสติดตามพัสดุ ต่างจากคำนวณเลขที่อยู่บ้านยังไง
การคำนวณผลรวมเลขกล่องไปรษณีย์ (P.O. Box) ใช้วิธีบวกเลขทุกหลักให้เหลือหลักเดียวเหมือนวิธีคำนวณเลขทั่วไป แต่ควรมองผลลัพธ์เป็นข้อมูลอ้างอิงเบา ๆ เพราะกล่องไปรษณีย์มักเช่าเป็นรายปีและเปลี่ยนได้ตามรอบสัญญา ส่วนรหัสติดตามพัสดุยิ่งไม่ควรนำมาคำนวณเป็นเลขมงคลจริงจัง เพราะเป็นรหัสที่ระบบขนส่งสุ่มสร้างให้ใหม่ทุกครั้งและใช้งานแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ จนกว่าพัสดุจะถึงปลายทาง
คนที่เช่ากล่องไปรษณีย์ (P.O. Box) เพื่อใช้รับเอกสารธุรกิจมักได้เลขกล่องยาวหลายหลัก บางคนถึงกับลองเอาเลขนั้นมาบวกดูเล่น ๆ เหมือนที่เคยทำกับเลขที่อยู่บ้าน แต่พอลองคำนวณแล้วกลับไม่แน่ใจว่าวิธีที่ใช้ถูกต้องหรือเปล่า เพราะ P.O. Box ไม่มีเลขที่ตายตัวแบบบ้านที่อยู่ถาวร
ส่วนรหัสติดตามพัสดุยิ่งเป็นคำถามที่เจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกคนสั่งของออนไลน์กันเป็นปกติ พอเห็นรหัสติดตามยาว ๆ ที่มีทั้งตัวเลขและตัวอักษร บางคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเลขนี้มีความหมายอะไรไหม
วิธีคำนวณผลรวมเลข P.O. Box
วิธีคำนวณพื้นฐานไม่ต่างจากการคำนวณเลขที่อยู่ทั่วไป คือนำตัวเลขทุกหลักมาบวกกันจนเหลือเลขหลักเดียว เช่น กล่องหมายเลข 4728 นำ 4+7+2+8 ได้ 21 แล้วบวกต่อ 2+1 ได้ 3 เป็นผลรวมสุดท้าย หลักการนี้เหมือนกับที่อธิบายไว้ในวิธีคำนวณผลรวมเลขพื้นฐาน
ส่วนตัวอักษรนำหน้าที่บางที่ทำการไปรษณีย์ใช้ระบุสาขาหรือประเภทกล่อง ไม่ควรนำมานับรวมในการคำนวณ เพราะเป็นรหัสระบุสถานที่ทางธุรการ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหมายเลขกล่องที่มีความหมายในเชิงตัวเลข
ทำไมควรให้น้ำหนักกับผลรวม P.O. Box น้อยกว่าเลขที่อยู่บ้าน
ความต่างสำคัญอยู่ที่ P.O. Box ส่วนใหญ่เช่าเป็นรายปีและสามารถเปลี่ยนกล่องใหม่ได้เมื่อครบสัญญาหรือย้ายที่ทำการ ต่างจากเลขที่อยู่บ้านที่ผูกกับทะเบียนบ้านและมักอยู่กับครอบครัวไปหลายสิบปี อ่านหลักการคำนวณเลขบ้านแบบละเอียดได้ในเลขบ้านตามความเชื่อ
เมื่อ P.O. Box เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ตามรอบสัญญาเช่า การนำผลรวมมาตัดสินใจเรื่องสำคัญของธุรกิจจึงไม่ควรมีน้ำหนักมากเท่าเลขที่อยู่จริงของสำนักงานหรือบ้าน มองเป็นข้อมูลอ้างอิงเสริมเฉย ๆ พอได้
รหัสติดตามพัสดุ ไม่ควรนำมาคำนวณเป็นเลขมงคลจริงจัง
รหัสติดตามพัสดุที่ระบบขนส่งออกให้ทุกครั้งที่ส่งของเป็นคนละเรื่องกับ P.O. Box อย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นรหัสที่ระบบสุ่มสร้างขึ้นเพื่อระบุพัสดุแต่ละชิ้นในระบบหลังบ้านของบริษัทขนส่ง ไม่ได้ผูกกับตัวเราเป็นการส่วนตัวและใช้งานแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตั้งแต่ส่งของจนถึงพัสดุไปถึงปลายทาง
หลายคนเผลอกังวลเวลาเห็นรหัสติดตามที่ผลรวมออกมาไม่ดี กลัวว่าพัสดุจะสูญหายหรือเสียหาย แต่ในความเป็นจริงรหัสนี้ไม่มีผลต่อสภาพหรือความปลอดภัยของพัสดุเลย เพราะเป็นแค่รหัสอ้างอิงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทขนส่งเท่านั้น เรื่องนี้มีมุมมองความเชื่อเพิ่มเติมอยู่ในรหัสติดตามพัสดุกับความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ
ตารางเปรียบเทียบเพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
| ประเภทเลข | เปลี่ยนได้บ่อยแค่ไหน | ควรให้น้ำหนักเรื่องเลขมงคลแค่ไหน |
|---|---|---|
| เลขที่อยู่บ้าน | แทบไม่เปลี่ยน ผูกกับทะเบียนบ้าน | สูง เพราะอยู่กับครอบครัวระยะยาว |
| กล่องไปรษณีย์ (P.O. Box) | เปลี่ยนได้ตามรอบสัญญาเช่า | ปานกลาง เป็นข้อมูลอ้างอิงเสริม |
| รหัสติดตามพัสดุ | เปลี่ยนทุกครั้งที่ส่งของ | ต่ำมาก ไม่ควรนำมาตัดสินใจอะไร |
สรุป
การคำนวณผลรวมเลข P.O. Box ใช้วิธีเดียวกับการคำนวณเลขทั่วไป แต่ควรให้น้ำหนักน้อยกว่าเลขที่อยู่บ้านเพราะเป็นเลขที่เปลี่ยนได้ตามรอบสัญญาเช่า ส่วนรหัสติดตามพัสดุยิ่งไม่ควรนำมาคำนวณเป็นเลขมงคลจริงจังเลย เพราะเป็นรหัสชั่วคราวที่ระบบสร้างขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เข้าใจความต่างนี้แล้วจะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลากังวลกับตัวเลขที่ไม่ได้มีผลอะไรต่อชีวิตจริง






