ตั้งชื่อบริษัทแฟรนไชส์ที่ซื้อสิทธิ์จากต่างประเทศ ต้องคงชื่อแบรนด์เดิมไว้บางส่วน มงคลตามหลักไทยได้แค่ไหน

ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จากต่างประเทศต้องแยกสองสิ่งออกจากกันคือชื่อแบรนด์ที่ใช้ทำการตลาดกับลูกค้าซึ่งมักถูกล็อกไว้ตามสัญญาแฟรนไชส์และแตะไม่ได้ กับชื่อบริษัทนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อใช้บริหารสิทธิ์แฟรนไชส์นั้นในไทย ซึ่งเจ้าของยังตั้งชื่อเองได้และเสริมความมงคลตามหลักเลขศาสตร์ไทยได้เต็มที่ เพราะเป็นคนละชื่อกับที่ลูกค้าเห็นบนป้ายร้าน
คนที่ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จากต่างประเทศมาเปิดในไทยมักเจอคำถามเดียวกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น คือชื่อแบรนด์ที่ต้องใช้ตามสัญญาห้ามเปลี่ยนแม้แต่ตัวอักษรเดียว แล้วจะเสริมความมงคลตามหลักไทยตรงไหนได้บ้าง
คำตอบอยู่ที่การแยกให้ออกว่าชื่อที่ลูกค้าเห็นบนป้ายร้านกับชื่อบริษัทที่จดทะเบียนในไทยเป็นคนละชื่อกัน และชื่อหลังนี่เองที่ยังเปิดพื้นที่ให้ปรับตามหลักมงคลได้เต็มที่
ชื่อบริษัทนิติบุคคลกับชื่อแบรนด์แฟรนไชส์ต่างประเทศ คือคนละชื่อกัน
ชื่อแบรนด์ที่ปรากฏบนป้ายร้าน บรรจุภัณฑ์ และสื่อการตลาดคือทรัพย์สินทางปัญญาของแฟรนไชส์ซอร์เจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อนี้ตามเงื่อนไขในสัญญาเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านความมงคลหรือเหตุผลอื่นใด
ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยเพื่อใช้บริหารธุรกิจนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญากับซัพพลายเออร์ในประเทศ การจ้างพนักงาน หรือการยื่นภาษี ชื่อบริษัทนิติบุคคลนี้เป็นคนละเรื่องกับชื่อแบรนด์โดยสิ้นเชิง และเป็นชื่อที่เจ้าของธุรกิจตั้งเองได้อิสระตามหลักการจดทะเบียนบริษัททั่วไป
สัญญาแฟรนไชส์ต่างประเทศบังคับส่วนไหนของชื่อบ้าง
สัญญาแฟรนไชส์ส่วนใหญ่บังคับเฉพาะการใช้ชื่อแบรนด์ โลโก้ สี และเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏต่อสาธารณะ เพื่อรักษามาตรฐานเดียวกันของแบรนด์ในทุกประเทศที่ขายสิทธิ์ ผู้ซื้อสิทธิ์ไม่สามารถเติมคำไทยหรือปรับตัวสะกดของชื่อแบรนด์เองได้แม้จะเชื่อว่าจะช่วยเสริมความมงคล
แต่สัญญาส่วนใหญ่ไม่ได้ก้าวก่ายชื่อบริษัทนิติบุคคลที่ใช้ในเอกสารภายในประเทศ ยกเว้นบางสัญญาที่กำหนดให้ชื่อบริษัทต้องมีคำบางคำระบุความเชื่อมโยงกับแบรนด์เพื่อความชัดเจนทางกฎหมาย เช่น ต้องมีคำว่าตัวแทนจำหน่ายหรือผู้รับสิทธิ์ปรากฏอยู่ ผู้ที่กำลังจะจดทะเบียนควรอ่านสัญญาให้ละเอียดในส่วนนี้ก่อนตั้งชื่อบริษัท
ส่วนที่ยังใส่ความมงคลได้แม้ต้องคงชื่อแบรนด์เดิม
เมื่อชื่อแบรนด์ถูกล็อกไว้ตามสัญญา พื้นที่ที่ยังปรับได้คือชื่อบริษัทนิติบุคคลทั้งหมด เจ้าของธุรกิจสามารถเลือกคำนำหน้าหรือคำเสริมในชื่อบริษัทให้มีความหมายมงคลตามหลักไทยได้ เช่น การเลือกคำที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองหรือความมั่นคง แล้วต่อท้ายด้วยคำที่ระบุความเชื่อมโยงกับแบรนด์ตามที่สัญญากำหนด
นอกจากชื่อบริษัทแล้ว การเลือกวันจดทะเบียนบริษัทหรือวันเปิดสาขาแรกก็เป็นอีกจุดที่ยังเลือกฤกษ์ตามความเชื่อไทยได้อิสระ เพราะเป็นกิจกรรมที่อยู่ในการควบคุมของผู้ซื้อสิทธิ์เองทั้งหมด ไม่ได้ถูกกำหนดโดยแฟรนไชส์ซอร์ต่างประเทศ
เลขศาสตร์ชื่อบริษัทเมื่อคำหลักเป็นภาษาต่างประเทศตายตัว
การคำนวณเลขศาสตร์ชื่อบริษัทที่มีคำภาษาต่างประเทศเป็นส่วนหลักและแตะไม่ได้นั้นทำได้โดยคำนวณผลรวมของชื่อเต็มทั้งหมด รวมทั้งคำเสริมภาษาไทยที่เติมเข้าไปด้วย เพราะชื่อบริษัทที่จดทะเบียนจริงคือชื่อเต็มทั้งหมด ไม่ใช่แค่ส่วนที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศ
การเลือกคำเสริมภาษาไทยที่เติมเข้าไปจึงมีผลต่อผลรวมเลขศาสตร์ทั้งชื่อ เป็นจุดที่เจ้าของธุรกิจสามารถปรับแต่งให้ผลรวมออกมาตรงกับความหมายที่ต้องการได้ แม้ส่วนคำหลักจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ตาม
จดทะเบียนชื่อบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าต่างจากขอใช้แบรนด์ยังไง
การจดทะเบียนชื่อบริษัทเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่ทำกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ได้นิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายไทยสำหรับดำเนินธุรกิจ ขั้นตอนนี้ตรวจสอบเฉพาะความซ้ำซ้อนของชื่อกับนิติบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในไทย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิทธิ์การใช้แบรนด์ต่างประเทศ
ส่วนการขอใช้แบรนด์เป็นข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างผู้ซื้อสิทธิ์กับแฟรนไชส์ซอร์ต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการแยกจากขั้นตอนราชการในไทยโดยสิ้นเชิง ทั้งสองกระบวนการต้องทำให้ครบทั้งคู่ก่อนเปิดร้านได้จริง และควรตรวจสอบระเบียบการจดทะเบียนล่าสุดกับหน่วยงานโดยตรง เพราะรายละเอียดขั้นตอนอาจปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลา
ข้อควรระวัง
อย่าตั้งชื่อบริษัทนิติบุคคลโดยไม่ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือตรวจสอบสัญญาแฟรนไชส์ให้ละเอียดก่อน เพราะบางสัญญามีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องชื่อที่ต้องปรากฏในเอกสารทางการที่ผู้ซื้อสิทธิ์อาจมองข้ามไป การละเมิดเงื่อนไขสัญญาโดยไม่ตั้งใจอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิ์การถือครองแฟรนไชส์ในระยะยาว
สรุป
ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ต่างประเทศไม่ได้หมดโอกาสเสริมความมงคลตามหลักไทยเพียงเพราะเปลี่ยนชื่อแบรนด์เองไม่ได้ พื้นที่ที่ยังปรับได้เต็มที่คือชื่อบริษัทนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยและวันฤกษ์ต่างๆ ที่อยู่ในการควบคุมของตัวเอง การแยกสองสิ่งนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยให้วางแผนได้ถูกทาง ไม่เสียเวลาไปกับการพยายามแตะส่วนที่สัญญาห้ามไว้







