วิธีเริ่มต้นเลือกสีกระจกแต่งบ้านตามการใช้งานอย่างเป็นขั้นตอนสำหรับมือใหม่

เริ่มเลือกสีกระจกแต่งบ้านตามการใช้งานได้โดยสำรวจโทนสีหลักของห้องก่อน จากนั้นตัดสินใจว่าต้องการความหรูหราแบบสีทองเงินในห้องรับแขก หรือความอบอุ่นแบบสีไม้ในห้องนอน ทดลองเทียบตัวอย่างสีกับห้องจริงก่อนสั่งซื้อ พิจารณาความต่างระหว่างห้องน้ำกับห้องนอนเรื่องความชื้นที่กระทบวัสดุสี และสุดท้ายจับคู่กับของตกแต่งอื่นให้เข้ากันเป็นชุดเดียวกัน
เข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องสีกระจกแต่งบ้านแล้ว แต่พอจะเริ่มเลือกจริงกลับยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน บทความนี้พาไปทีละขั้นตอนตั้งแต่การสำรวจห้องของตัวเอง ไปจนถึงการจับคู่สีกระจกกับของตกแต่งอื่นให้ลงตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากมีแนวทางชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ
ขั้นที่หนึ่ง สำรวจโทนสีหลักของห้อง
ก่อนเลือกสีกรอบกระจก ให้เริ่มจากการสำรวจโทนสีที่มีอยู่แล้วในห้อง ทั้งสีผนัง สีพื้น และสีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลัก แยกให้ชัดว่าห้องเป็นโทนอุ่นอย่างครีม น้ำตาล หรือเบจ หรือเป็นโทนเย็นอย่างเทา ขาว หรือฟ้าอ่อน เพราะโทนหลักนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าสีกรอบกระจกแบบไหนจะเข้ากันได้ดีที่สุด
การสำรวจนี้ควรทำในช่วงเวลาที่แสงในห้องเป็นปกติ เพราะแสงไฟที่ต่างกันอาจทำให้มองสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ถ้าเป็นไปได้ลองดูห้องทั้งตอนกลางวันที่มีแสงธรรมชาติและตอนกลางคืนที่เปิดไฟ เพื่อให้แน่ใจว่าสีที่เลือกจะดูดีในทุกช่วงเวลา
ขั้นที่สอง ตัดสินใจว่าต้องการความหรูหราหรือความอบอุ่น
เมื่อรู้โทนสีห้องแล้ว ขั้นต่อไปคือตัดสินใจทิศทางที่ต้องการ ถ้าห้องนั้นเป็นห้องรับแขกที่ต้องการสร้างความประทับใจ สีทองหรือสีเงินมักเป็นตัวเลือกที่ให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับ แต่ถ้าเป็นห้องนอนหรือมุมพักผ่อนที่ต้องการความอบอุ่นสบายใจ สีไม้ธรรมชาติมักตอบโจทย์ได้ดีกว่า
สำหรับห้องที่มีโลหะสีอื่นอยู่แล้วในพื้นที่ เช่น ขาโคมไฟหรือกรอบรูปสีทอง ควรเลือกกรอบกระจกสีทองให้เข้าชุดกัน แต่ถ้าห้องมีโทนโลหะสีเงินหรือสีเทาเป็นหลัก การเลือกกรอบสีเงินจะช่วยให้ภาพรวมดูเป็นชุดเดียวกันมากกว่าการผสมโลหะสองสีที่ไม่เข้ากัน หากยังไม่แน่ใจเรื่องพื้นฐานทั้งหมด อ่านทบทวนได้ในการเลือกสีกระจกแต่งบ้านตามการใช้งานคืออะไร
ขั้นที่สาม ทดลองสีก่อนซื้อจริง
วิธีลดความเสี่ยงที่ได้ผลจริงคือการทดลองก่อนตัดสินใจซื้อ วิธีง่ายที่สุดคือขอตัวอย่างสีหรือภาพสินค้าจริงจากร้านมาเทียบกับผนังห้อง หรือถ้าร้านไม่มีตัวอย่างสี ให้ใช้กระดาษสีที่ใกล้เคียงกับสีกรอบที่สนใจแปะทาบดูตำแหน่งที่จะติดตั้งจริง
การทดลองแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้สีจริงต่างจากที่เห็นในรูปโฆษณาออนไลน์ เพราะแสงหน้าจอกับแสงในห้องจริงมักให้ความรู้สึกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะกับสีทองและสีเงินที่มีความมันวาวซึ่งสะท้อนแสงต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม
ขั้นที่สี่ พิจารณาความต่างระหว่างพื้นที่ใช้งาน
ห้องแต่ละประเภทมีเงื่อนไขต่างกันที่ควรพิจารณาควบคู่กับสี โดยเฉพาะเรื่องความชื้น ห้องน้ำมีความชื้นสูงจึงควรเลี่ยงกรอบไม้ที่ไม่ผ่านการเคลือบกันชื้น และเลือกกรอบโลหะหรือพลาสติกกันน้ำแทน ส่วนเรื่องสียังเลือกได้ตามความชอบเหมือนห้องอื่น เพียงแต่ต้องเช็กว่าวัสดุที่มีสีนั้นทนความชื้นได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่เลือกจากสีที่ถูกใจอย่างเดียว
ห้องนอนมีความชื้นน้อยกว่าห้องน้ำ จึงเปิดกว้างให้เลือกวัสดุได้หลากหลายกว่า ทั้งไม้ โลหะ หรือพลาสติกเคลือบผิว ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความชอบส่วนตัวเป็นหลัก คนที่อยากรู้เรื่องขนาดควบคู่กับสี อ่านเพิ่มเติมได้ในคู่มือเลือกกระจกแต่งบ้านทีละขั้นตอน
ขั้นที่ห้า จับคู่กับของตกแต่งอื่น
หลังเลือกสีกระจกได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือจับคู่กับของตกแต่งอื่นในห้องให้เป็นชุดเดียวกัน ควรเลือกของตกแต่งชิ้นอื่นที่มีสีหรือวัสดุสอดคล้องกับกรอบกระจก เช่น ถ้าเลือกกรอบสีทอง อาจเพิ่มของประดับสีทองเล็ก ๆ อีกหนึ่งหรือสองชิ้นในห้องเพื่อให้ดูเป็นชุดเดียวกัน
แต่ไม่ควรใช้สีเดียวกันมากเกินไปจนห้องดูจำเจหรือหนักไปทางสีใดสีหนึ่งมากเกินไป ควรมีความหลากหลายในระดับที่พอดี เช่น ถ้ามีของสีทองสามสี่ชิ้นในห้องแล้ว อาจเลือกกระจกกรอบไม้หรือกรอบใสแทนเพื่อไม่ให้ห้องดูเน้นสีเดียวจนเกินไป
สรุป
การเลือกสีกระจกแต่งบ้านให้เหมาะกับการใช้งานไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ถ้าทำตามลำดับตั้งแต่สำรวจโทนห้อง ตัดสินใจทิศทางที่ต้องการ ทดลองก่อนซื้อ พิจารณาความชื้นของพื้นที่ และจับคู่กับของตกแต่งอื่นให้ลงตัว มือใหม่ที่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะมีโอกาสได้กระจกที่เข้ากับห้องจริงมากกว่าการเลือกตามความสวยของรูปในโฆษณาเพียงอย่างเดียว











