วิธีไหว้ขอพรเรื่องการเงินให้ถูกต้องและสบายใจ

การขอพรเรื่องการเงินให้สบายใจควรเริ่มจากตั้งจิตขอในสิ่งที่พอดี ไม่ใช่ขอให้รวยลัดหรือขอแทนคนอื่น เลือกไหว้เทพที่เกี่ยวข้องกับโชคลาภตามศรัทธาของตัวเอง เช่น พระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ หรือท้าวเวสสุวรรณ ใช้ของไหว้ตามกำลังทรัพย์โดยไม่ต้องแข่งขันความหรูหรา และต้องเข้าใจว่าการไหว้เป็นการเสริมกำลังใจ ไม่ใช่ตัวแทนของการทำงานหรือวางแผนการเงินจริง
เดือนก่อนมีคนรู้จักเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้เงินฝืดมาก บิลค้างจ่ายหลายใบ เธอเลยแวะเข้าวัดใกล้บ้านระหว่างเดินทางกลับจากทำงาน ยืนอยู่หน้าแท่นบูชาพักใหญ่แต่ไม่รู้จะพูดยังไงดี พูดว่า "ขอให้รวย" ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนขอเกินตัว จะขอแบบเจาะจงว่า "ขอให้ได้เงินก้อนนี้มา" ก็กลัวฟังดูโลภจนพระท่านไม่ปลื้ม สุดท้ายเธอยืนนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชานานกว่าที่ตั้งใจ แล้วก็เดินออกมาโดยไม่ได้พูดอะไรชัดเจนสักคำ
ความอึดอัดแบบนี้เกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อย เพราะการขอพรเรื่องเงินมันดูเหมือนขัดกับภาพจำที่ว่าคนดีต้องไม่โลภ ไม่ยึดติดกับวัตถุ ทั้งที่ในความเป็นจริงแทบทุกคนมีช่วงชีวิตที่กังวลเรื่องเงินและอยากได้กำลังใจสักหน่อยจากสิ่งที่ตัวเองศรัทธา บทความนี้จะพาไปดูว่าจะขอพรเรื่องการเงินอย่างไรให้รู้สึกสบายใจ ไม่ใช่แค่ไหว้เทพองค์ไหนดี แต่รวมถึงวิธีตั้งจิตขอ ของไหว้ที่ใช้กันจริง และเส้นแบ่งที่ควรรู้ระหว่างศรัทธากับความโลภ
ทำไมการขอพรเรื่องเงินถึงรู้สึกอึดอัดใจกว่าการขอพรเรื่องอื่น
คนที่ไปวัดขอพรเรื่องสุขภาพหรือความรักมักไม่รู้สึกผิดอะไรมาก แต่พอเป็นเรื่องเงินกลับรู้สึกเหมือนต้องระวังคำพูดเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งมาจากคำสอนที่ปลูกฝังกันมานานว่าความโลภเป็นสิ่งไม่ดี และการขอเงินดูใกล้เคียงกับความโลภมากกว่าการขอพรเรื่องอื่น
แต่ถ้าแยกให้ชัดจะเห็นว่าการอยากมีเงินพอใช้ อยากหลุดพ้นจากความกังวลเรื่องหนี้สิน หรืออยากมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น ไม่ใช่ความโลภในตัวมันเอง ความโลภคือการอยากได้เกินความจำเป็นโดยไม่สนวิธีการ หรืออยากได้มากกว่าคนอื่นเพื่อความรู้สึกเหนือกว่า ส่วนความต้องการพื้นฐานอย่างมีเงินพอจ่ายค่าเช่าบ้านหรือพอดูแลครอบครัวเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน การขอพรเรื่องเงินจึงทำได้ ขอแค่รู้เท่าทันใจตัวเองว่ากำลังขอในสิ่งที่พอดีหรือขอเพราะความโลภแฝงอยู่
เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยนิยมขอพรเรื่องการเงิน
คนไทยไม่ได้ผูกความเชื่อเรื่องโชคลาภไว้กับองค์เดียว แต่มีหลายองค์ที่นิยมไหว้ขอพรด้านนี้โดยเฉพาะ แต่ละองค์มีที่มาความเชื่อต่างกันไปตามวัฒนธรรมที่รับเข้ามา
- พระแม่ลักษมี เทพีแห่งความมั่งคั่งตามความเชื่อฮินดู นิยมไหว้ขอพรด้านโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ มักไหว้ด้วยดอกบัวหรือดอกดาวเรือง
- พระพิฆเนศ เทพแห่งความสำเร็จและการขจัดอุปสรรค คนไทยนิยมไหว้ก่อนเริ่มงานใหญ่หรือก่อนตัดสินใจเรื่องการเงินสำคัญ เพราะเชื่อว่าท่านช่วยให้ทางเดินราบรื่นขึ้น
- ท้าวเวสสุวรรณ เทพผู้คุ้มครองทรัพย์สินตามความเชื่อไทย-พุทธ นิยมไหว้เพื่อขอให้ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่รั่วไหลและป้องกันสิ่งไม่ดี มากกว่าขอให้ได้เงินใหม่เข้ามา
- แม่นางกวัก สัญลักษณ์การเรียกทรัพย์เรียกลูกค้าที่พบได้ในร้านค้าไทยทั่วไป นิยมไหว้โดยเจ้าของกิจการที่อยากให้การค้าขายคล่องตัว
- เจ้าแม่กวนอิมปางประทานพร แม้ภาพจำหลักจะเป็นเรื่องความเมตตา แต่หลายคนก็ไหว้ขอพรเรื่องการเงินร่วมกับเรื่องอื่นในชีวิตด้วย เพราะรู้สึกว่าเป็นองค์ที่ใกล้ชิดและเข้าถึงง่าย
ไม่มีข้อบังคับว่าต้องไหว้องค์ไหนถึงจะได้ผล เลือกตามศรัทธาที่ตัวเองรู้สึกผูกพันจริง ๆ จะทำให้ไหว้แล้วรู้สึกสงบใจมากกว่าไหว้ตามกระแสที่คนอื่นบอกว่าดัง ถ้าอยากรู้ขั้นตอนการไหว้พระทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกองค์ อ่านเพิ่มได้ในวิธีไหว้พระขอพรอย่างเหมาะสม
ของไหว้ที่นิยมใช้เมื่อขอพรเรื่องการเงินโดยเฉพาะ
ของไหว้ทั่วไปอย่างธูปเทียนดอกไม้ใช้ได้กับการไหว้ทุกเรื่อง แต่เมื่อตั้งใจขอพรเรื่องเงินโดยเฉพาะ มีของบางอย่างที่คนไทยนิยมเพิ่มเข้ามาเพราะเชื่อมโยงกับความหมายด้านโชคลาภ
| ของไหว้ | ความหมายที่คนเชื่อ |
|---|---|
| ดอกดาวเรือง | สีทองสื่อถึงเงินทอง นิยมใช้ไหว้เทพเรื่องโชคลาภทั่วไป |
| ทองคำเปลว | สื่อถึงความมั่งคั่ง มักปิดที่รูปเคารพหรือวัตถุมงคล |
| ขนมถ้วยฟู ขนมเปี๊ยะ | สื่อถึงความเจริญงอกงามและความหวานชื่นในชีวิต |
| ผลไม้มงคล เช่น ส้ม สับปะรด | ออกเสียงพ้องหรือใกล้เคียงคำที่มีความหมายดีในภาษาจีน |
| น้ำเปล่าหรือนม | ใช้ไหว้เพื่อความสะอาดใจ ไม่เน้นความหรูหรา |
ของไหว้เหล่านี้ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องแพงหรือครบทุกอย่าง เลือกตามกำลังทรัพย์และความสะดวก คนที่ไหว้ด้วยดอกดาวเรืองช่อเดียวกับธูปสามดอกอย่างตั้งใจ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่จัดโต๊ะไหว้ใหญ่โต เพราะสิ่งที่เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญตามความเชื่อคือความตั้งใจ ไม่ใช่มูลค่าของที่ไหว้ ถ้าอยากดูรายละเอียดของไหว้ทั่วไปเพิ่มเติม อ่านได้ในการจัดโต๊ะไหว้เบื้องต้น
จะขอพรเรื่องเงินยังไงไม่ให้ฟังดูโลภ
จุดที่หลายคนติดขัดคือไม่รู้จะเลือกคำพูดยังไง วิธีที่ช่วยได้คือเปลี่ยนจากการขอ "ผลลัพธ์" เป็นการขอ "ความสามารถในการไปถึงผลลัพธ์" แทน
แทนที่จะพูดว่า "ขอให้ถูกหวย" หรือ "ขอให้ได้เงินก้อนนี้แน่นอน" ลองเปลี่ยนเป็น "ขอให้มีสติในการตัดสินใจเรื่องเงิน" "ขอให้เจอโอกาสที่เหมาะกับความสามารถที่มี" หรือ "ขอให้มีกำลังใจผ่านช่วงนี้ไปได้" คำขอแบบนี้ยังคงเป็นเรื่องเงินเต็ม ๆ แต่ฟังเป็นการขอแรงบันดาลใจและสติมากกว่าขอโชคลอย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
อีกวิธีที่ช่วยได้คือขอแบบเจาะจงกับสถานการณ์จริงของตัวเอง เช่น กำลังจะยื่นขอสินเชื่อ กำลังตัดสินใจเปลี่ยนงาน หรือกำลังวางแผนเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ การขอที่ผูกกับสถานการณ์จริงจะรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าการขอลอย ๆ ว่า "ขอให้รวย" ซึ่งไม่มีทั้งเป้าหมายและไม่มีอะไรให้ตัวเองต้องลงมือทำต่อ
เส้นแบ่งระหว่างการขอพรกับหลักธรรมเรื่องความโลภและการยึดติด
พุทธศาสนาสอนเรื่องความไม่ยึดติดและการปล่อยวางความโลภ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือห้ามขอพรเรื่องเงินเลย สิ่งที่หลักธรรมเตือนจริง ๆ คือท่าทีของใจที่มีต่อเงิน ไม่ใช่ตัวเงินเอง
คนที่ขอพรด้วยใจสงบ อยากมีพอใช้ พอดูแลคนที่รัก แล้วก็ตั้งใจทำมาหากินต่อไปตามปกติ ไม่ได้ผิดหลักธรรมแต่อย่างใด แต่คนที่ขอพรแล้วตั้งความหวังทั้งหมดไว้กับผลลัพธ์ เครียดหรือโกรธเมื่อไม่ได้ดังหวัง หรือขอในลักษณะแข่งกับคนอื่นว่าต้องรวยกว่า นั่นคือจุดที่ความยึดติดเริ่มเข้ามาแทนที่ศรัทธา
วิธีสังเกตง่าย ๆ คือลองถามตัวเองหลังไหว้เสร็จว่า ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่ขอ จะยังรู้สึกโอเคกับชีวิตอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือยังพอใจกับความพยายามที่ทำอยู่ นั่นแปลว่าขอพรด้วยใจที่ค่อนข้างสมดุล แต่ถ้าคำตอบคือรู้สึกทุกข์หนักถ้าไม่ได้ดังหวัง อาจต้องกลับมาทบทวนว่าตัวเองยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไปหรือเปล่า
ขอพรแล้วต้องทำอะไรต่อ เพราะการไหว้ไม่ใช่แผนการเงิน
ข้อที่ต้องพูดตรง ๆ คือการไหว้ขอพรไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีเงินเข้ามาจริง และไม่ควรใช้แทนการวางแผนการเงินหรือการทำงานหาเลี้ยงชีพ คนที่ไหว้แล้วรอโชคอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรต่อ มักผิดหวังและอาจโทษว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ช่วย ทั้งที่จริง ๆ แล้วปัญหาอยู่ที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยต่างหาก
สิ่งที่ทำได้หลังไหว้เสร็จคือกลับมาดูสถานการณ์เงินของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เช่น รายรับรายจ่ายเป็นยังไง มีหนี้ที่ต้องจัดการก่อนไหม มีทักษะอะไรที่พอจะหารายได้เพิ่มได้บ้าง การไหว้ขอพรทำหน้าที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ใจสงบและมีสติพอจะกลับมาวางแผนต่อ ไม่ใช่จุดจบของกระบวนการ ถ้าอยากอ่านมุมมองที่เชื่อมความเชื่อไทยเข้ากับพฤติกรรมการเงินจริงเพิ่มเติม ลองอ่านวิธีเสริมกำลังใจด้านการเงินตามความเชื่อไทย และ10 วิธีเสริมดวงการเงิน เรียกทรัพย์ตลอดปี ประกอบ
คนที่รู้สึกอยากมีของมงคลติดตัวเสริมกำลังใจนอกเหนือจากการไหว้ที่วัด ก็อ่านเพิ่มได้ในของมงคลเรียกทรัพย์ที่คนไทยนิยม ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ควบคู่กันได้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อควรระวังเมื่อขอพรเรื่องการเงิน
- อย่าขอในลักษณะที่พาดพิงให้คนอื่นเสียประโยชน์ เช่น ขอให้คู่แข่งธุรกิจล้มเพื่อให้ตัวเองได้ลูกค้าแทน เพราะขัดกับเจตนาที่ดีของการขอพร
- อย่าตั้งเงื่อนไขบนบานที่ทำไม่ได้จริงเพียงเพื่อให้ฟังดูขลังหรือน่าเชื่อถือ เพราะสุดท้ายอาจกลายเป็นภาระใจถ้าทำตามไม่ได้
- อย่าเปรียบเทียบว่าของไหว้ของตัวเองน้อยกว่าคนอื่นแล้วรู้สึกด้อยค่า เพราะความตั้งใจสำคัญกว่าปริมาณของที่ไหว้เสมอ
- อย่าปล่อยให้การไหว้ขอพรกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้เลื่อนการจัดการปัญหาเงินจริง ๆ ออกไปเรื่อย ๆ
สรุป
การขอพรเรื่องการเงินไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอาย ตราบใดที่ขอด้วยใจที่พอดี ไม่ใช่ความโลภที่แฝงมาในคราบศรัทธา เลือกไหว้เทพที่ตัวเองรู้สึกผูกพันจริง เตรียมของไหว้ตามกำลังทรัพย์ เปลี่ยนคำขอจากผลลัพธ์เป็นการขอสติและโอกาส แล้วสังเกตใจตัวเองว่ายังยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลังไหว้เสร็จแล้วต้องกลับมาลงมือจัดการเรื่องเงินจริง ๆ ต่อ เพราะการไหว้ขอพรทำหน้าที่เสริมกำลังใจและสติ ไม่ใช่ทางลัดที่จะทำให้ฐานะการเงินดีขึ้นได้ด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย










