ตั้งชื่อแบรนด์ให้จำง่ายเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ต่างจากชื่อบริษัทที่จดทะเบียนเป็นไทย ผลต่างเลขศาสตร์

ชื่อแบรนด์ภาษาอังกฤษสั้นๆ กับชื่อบริษัทไทยที่จดทะเบียนจริงเป็นชื่อคนละชื่อในทางกฎหมาย จึงควรคำนวณเลขศาสตร์แยกกันทั้งสองชื่อ ไม่ใช่คำนวณแค่ชื่อใดชื่อหนึ่งแล้วถือว่าครอบคลุมทั้งหมด เพราะชื่อบริษัทไทยคือตัวตนทางกฎหมายที่ใช้ในสัญญาและเอกสารราชการ ส่วนชื่อแบรนด์อังกฤษคือหน้าตาที่ลูกค้าเห็นและจดจำ ทั้งสองชื่อมีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของธุรกิจในบริบทที่ต่างกัน
ธุรกิจยุคนี้จำนวนมากตั้งชื่อแบรนด์เป็นภาษาอังกฤษสั้น ๆ จำง่าย เพราะอยากให้ลูกค้าจำได้เร็วและดูเป็นสากล แต่พอถึงเวลาจดทะเบียนบริษัทจริงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับต้องใช้ชื่อภาษาไทยเต็มรูปแบบตามข้อกำหนด เจ้าของธุรกิจหลายคนเลยงงว่าตกลงเลขศาสตร์มงคลควรดูจากชื่อไหนกันแน่ ระหว่างชื่อที่ลูกค้าเห็นทุกวันกับชื่อที่อยู่ในเอกสารกฎหมาย
คำตอบคือต้องดูทั้งสองชื่อแยกกัน เพราะมันทำหน้าที่คนละอย่างและมีผลต่อธุรกิจในมิติที่ต่างกัน บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมถึงต้องแยก และควรจัดการอย่างไรเมื่อผลลัพธ์ของสองชื่อไม่ตรงกัน
ทำไมชื่อแบรนด์อังกฤษกับชื่อบริษัทไทยถึงเป็นคนละเรื่องกัน
ในทางกฎหมาย ชื่อบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคือตัวตนที่ผูกกับสัญญา ใบกำกับภาษี และเอกสารราชการทุกฉบับ ส่วนชื่อแบรนด์ภาษาอังกฤษสั้น ๆ ที่ใช้บนโลโก้หรือบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นเพียงชื่อทางการตลาดที่ไม่จำเป็นต้องตรงกับชื่อจดทะเบียนเป๊ะ ธุรกิจจำนวนมากมีชื่อแบรนด์กับชื่อบริษัทที่ไม่เหมือนกันเลยด้วยซ้ำ เช่น แบรนด์ชื่อหนึ่งแต่จดทะเบียนในนามบริษัทอีกชื่อหนึ่งก็มี
เมื่อสองชื่อนี้เป็นคนละตัวตนกันในทางปฏิบัติ การคำนวณเลขศาสตร์จึงต้องแยกทำทั้งสองชื่อ ไม่ใช่คำนวณแค่ชื่อเดียวแล้วถือว่าครอบคลุมความเป็นมงคลของธุรกิจทั้งหมด
เลขศาสตร์ชื่ออังกฤษกับชื่อไทยคำนวณต่างกันตรงไหน
ตำราเลขศาสตร์ไทยที่ใช้กับชื่อภาษาไทยมีตารางค่าตัวอักษรของตัวเองซึ่งอิงจากพยัญชนะและสระไทย ส่วนเลขศาสตร์สากลที่นิยมใช้กับชื่อภาษาอังกฤษมักอิงตัวอักษร A ถึง Z ตามตารางที่ต่างออกไป สองระบบนี้ไม่ได้ใช้สูตรเดียวกัน จึงไม่ควรนำตัวอักษรอังกฤษไปเทียบกับตารางค่าตัวอักษรไทยหรือในทางกลับกัน เพราะจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับหลักของระบบใดระบบหนึ่งเลย
ผู้ที่สนใจเรื่องนี้จริงจังควรเลือกตำราที่ตรงกับภาษาของชื่อนั้นโดยเฉพาะ และถ้าต้องการความมั่นใจสูง ควรปรึกษาผู้รู้ที่ชำนาญทั้งสองระบบแยกกัน แทนที่จะประเมินเองด้วยตารางที่ไม่ตรงภาษา
เมื่อชื่อบริษัทไทยกับชื่อแบรนด์อังกฤษได้เลขศาสตร์ไม่ตรงกัน ควรให้น้ำหนักกับอะไร
ในทางปฏิบัติ ชื่อบริษัทไทยมักถูกใช้ในบริบทที่เป็นทางการ เช่น เซ็นสัญญาใหญ่ ยื่นภาษี หรือติดต่อธนาคาร ขณะที่ชื่อแบรนด์อังกฤษถูกใช้ในบริบทที่ลูกค้าทั่วไปเห็นบ่อยที่สุด เช่น หน้าร้าน โซเชียลมีเดีย และบรรจุภัณฑ์สินค้า
เจ้าของธุรกิจที่กังวลเรื่องความมงคลควรพิจารณาว่าธุรกิจของตัวเองพึ่งพาชื่อไหนมากกว่ากันในการสร้างความเชื่อมั่น ธุรกิจที่ต้องเจรจาสัญญาใหญ่กับหน่วยงานหรือองค์กรบ่อยอาจให้น้ำหนักกับชื่อบริษัทไทยมากกว่า ส่วนธุรกิจที่ขายตรงถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์อาจให้น้ำหนักกับชื่อแบรนด์อังกฤษมากกว่า ไม่มีคำตอบตายตัวว่าต้องเลือกชื่อไหนเป็นหลัก
แนวทางเมื่ออยากให้ทั้งสองชื่อสอดคล้องกัน
ถ้าอยากให้ทั้งชื่อบริษัทไทยและชื่อแบรนด์อังกฤษได้เลขศาสตร์มงคลพร้อมกัน วิธีที่ทำได้คือเตรียมตัวเลือกชื่อไว้หลายชุดตั้งแต่ก่อนจดทะเบียน แล้วนำแต่ละชุดไปคำนวณทั้งสองระบบแยกกัน ชุดไหนผ่านทั้งคู่ก็เลือกใช้ วิธีนี้ต้องวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ขั้นตอนตั้งชื่อธุรกิจ ก่อนที่จะไปจดทะเบียนหรือลงทุนทำโลโก้และการตลาดจริงจัง เพราะการเปลี่ยนชื่อภายหลังมีต้นทุนสูงกว่าการวางแผนตั้งแต่แรกมาก
สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนไปแล้วและอยากปรับเฉพาะชื่อแบรนด์อังกฤษให้สอดคล้องมากขึ้น สามารถทำได้ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องแก้เอกสารทางกฎหมาย เพียงเปลี่ยนชื่อที่ใช้ทำการตลาดและปรับโลโก้ใหม่ตามความเหมาะสม
ข้อควรระวัง
- อย่าใช้ตารางค่าตัวอักษรเลขศาสตร์ไทยไปคำนวณชื่ออังกฤษหรือในทางกลับกัน เพราะเป็นคนละระบบและจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักของทั้งสองตำรา
- อย่าตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทที่จดทะเบียนแล้วอย่างเร่งด่วนเพียงเพราะเลขศาสตร์ไม่ผ่าน เพราะมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน
- อย่าลืมตรวจสอบว่าชื่อแบรนด์อังกฤษที่จะใช้ไม่ไปพ้องกับคำไม่เหมาะสมในภาษาอังกฤษหรือชื่อแบรนด์อื่นที่จดเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว
สรุป
ชื่อแบรนด์ภาษาอังกฤษสั้น ๆ กับชื่อบริษัทไทยที่จดทะเบียนจริงเป็นชื่อคนละชื่อที่ทำหน้าที่ต่างกัน จึงควรคำนวณเลขศาสตร์แยกกันด้วยตำราที่ตรงกับแต่ละภาษา ถ้าผลลัพธ์ไม่ตรงกันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ให้พิจารณาว่าธุรกิจพึ่งพาชื่อไหนมากกว่ากันในการสร้างความเชื่อมั่น และหากอยากให้ทั้งสองชื่อสอดคล้องกันตั้งแต่ต้น ควรวางแผนเลือกชื่อไว้ล่วงหน้าก่อนจดทะเบียนและลงทุนทำแบรนด์จริงจัง







