ฮวงจุ้ยหน้าต่างบ้านควรเปิดรับแสงทิศไหน

ตามฮวงจุ้ยหน้าต่างที่ดีที่สุดมักเป็นทิศตะวันออกหรือทิศใต้ เพราะรับแสงเช้าที่อ่อนโยนและลมพัดผ่านสม่ำเสมอ ส่วนทิศตะวันตกควรมีร่มเงาหรือม่านกันแดดช่วยเพราะแดดแรงตอนบ่าย หลักที่สำคัญไม่แพ้ทิศคือหน้าต่างต้องไม่เล็กหรือใหญ่เกินสัดส่วนของผนัง และไม่ควรเปิดตรงเข้าหาสิ่งกีดขวางอย่างกำแพงบ้านข้างเคียงหรือเสาไฟฟ้าใกล้ ๆ
บ่ายสามโมงของทุกวัน ห้องนั่งเล่นบ้านหลังหนึ่งร้อนจนต้องปิดม่านหนาทึบและเปิดแอร์ทั้งที่ยังไม่ถึงเย็น เจ้าของบ้านถามช่างที่มาซ่อมแอร์ว่าทำไมห้องนี้ร้อนกว่าห้องอื่นทั้งบ้าน คำตอบง่าย ๆ ที่ได้กลับมาคือ หน้าต่างห้องนี้หันเข้าหาทิศตะวันตกเต็ม ๆ แดดบ่ายจึงส่องตรงเข้ามาไม่มีอะไรกั้น ทั้งที่ตอนซื้อบ้านไม่มีใครพูดถึงเรื่องทิศหน้าต่างเลยสักคำ มีแต่คุยกันเรื่องขนาดห้องกับราคา
หลายบ้านเจอปัญหาแบบนี้โดยไม่รู้ตัวจนย้ายเข้าไปอยู่จริงแล้ว เพราะตอนดูผังบ้านหรือเลือกยูนิตคอนโด คนส่วนใหญ่มองที่จำนวนห้องนอนกับพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก แล้วปล่อยให้ทิศทางของหน้าต่างเป็นเรื่องรองที่ค่อยไปแก้ทีหลัง ทั้งที่ทิศของหน้าต่างมีผลทั้งต่อความสบายในการอยู่อาศัยจริงและตามความเชื่อฮวงจุ้ยที่ถือว่าหน้าต่างเป็นอีกหนึ่ง "ทางผ่าน" ของพลังงานเข้าสู่บ้าน รองจากประตูหลัก
บทความนี้จะพาไปดูว่าฮวงจุ้ยมองเรื่องทิศหน้าต่างอย่างไร สัดส่วนหน้าต่างกับประตูที่ตำราแนะนำ และที่สำคัญที่สุดคือทางแก้ที่ทำได้จริงเมื่อบ้านหรือคอนโดที่ซื้อมาแล้วปรับทิศหน้าต่างเองไม่ได้อีกต่อไป
หน้าต่างทิศไหนที่ฮวงจุ้ยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ตามความเชื่อฮวงจุ้ย หน้าต่างทิศตะวันออกถือเป็นทิศที่ดีมากสำหรับรับพลังงานยามเช้า เพราะแสงอาทิตย์ตอนเช้าอ่อนโยน ไม่แผดเผา และเชื่อว่าเป็นช่วงที่พลังงานบวกเริ่มไหลเข้าสู่บ้านพร้อมวันใหม่ ทิศใต้ก็ได้รับการยอมรับไม่แพ้กัน เพราะเป็นทิศที่ได้แสงสม่ำเสมอตลอดวันโดยไม่ร้อนจัดเท่าทิศตะวันตก
ทิศตะวันตกเป็นทิศที่ตำราส่วนใหญ่แนะนำให้ระวังเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะเป็นทิศ "ไม่ดี" ตามความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เพราะข้อเท็จจริงทางกายภาพคือแดดบ่ายที่ส่องเข้าทิศนี้ร้อนแรงและตรงที่สุดในรอบวัน หน้าต่างทิศตะวันตกที่ไม่มีร่มเงาหรือม่านกันแดดช่วย มักทำให้ห้องร้อนจัดช่วงบ่ายถึงเย็น ซึ่งตรงกับสิ่งที่ตำราเก่าอธิบายไว้ว่าเป็นพลังงานที่ "แรงเกินไป" จนควรมีตัวช่วยกรองก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน
ทิศเหนือมักถูกมองว่าเป็นทิศที่แสงน้อยและเย็นกว่าทิศอื่น เหมาะกับห้องที่ไม่ต้องการแสงจัด เช่น ห้องเก็บของหรือห้องทำงานที่ใช้แสงประดิษฐ์เป็นหลักอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนที่ต้องการแสงธรรมชาติช่วยให้บ้านดูสดใส หน้าต่างทิศเหนือเพียงทิศเดียวอาจทำให้ห้องดูมืดครึ้มกว่าที่ควร
สิ่งที่ควรเข้าใจตรงกันคือ ทิศเหล่านี้เป็นหลักกว้าง ๆ ที่ใช้อ้างอิงได้ทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัวที่บังคับว่าบ้านทุกหลังต้องมีหน้าต่างทิศตะวันออกเท่านั้นจึงจะเป็นมงคล เพราะทิศที่เหมาะสมจริง ๆ ยังต้องพิจารณาร่วมกับทำเลรอบบ้าน สิ่งกีดขวางใกล้เคียง และปีเกิดของเจ้าบ้านตามตำราดวงเรือนอีกชั้นหนึ่งด้วย
ทำไมทิศตะวันตกจึงถูกเตือนบ่อยกว่าทิศอื่น
หลายคนสงสัยว่าทำไมทิศตะวันตกถูกพูดถึงในแง่ลบบ่อยกว่าทิศอื่นทั้งในความเชื่อและในทางปฏิบัติ คำตอบไม่ได้ซับซ้อนอะไร นั่นเพราะดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก แสงช่วงบ่ายแก่ ๆ ถึงเย็นจึงส่องเข้าหน้าต่างทิศนี้ในมุมที่ต่ำและตรงที่สุด ทำให้ทั้งร้อนและแสบตากว่าช่วงเวลาอื่นของวันอย่างชัดเจน
ในทางความเชื่อ พลังงานจากทิศตะวันตกจึงถูกมองว่า "แรง" เกินไปสำหรับกิจกรรมที่ต้องการความสงบ เช่น การนอนหลับหรือการพักผ่อน จึงมีคำแนะนำว่าไม่ควรตั้งหัวเตียงให้หันไปทางหน้าต่างทิศตะวันตกโดยไม่มีอะไรกั้น เพราะทั้งแดดแรงและพลังงานที่เชื่อว่าไม่นิ่งพอจะรบกวนการนอน
ข้อเท็จจริงที่ควรรู้คือ ปัญหานี้แก้ได้ง่ายกว่าที่คิดโดยไม่ต้องรื้อบ้านเลย ผ้าม่านทึบแสงสองชั้น ฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ทรงพุ่มด้านนอกให้บังแดดบ่ายบางส่วน ช่วยลดทั้งความร้อนจริงและความรู้สึก "พลังงานแรงเกินไป" ตามความเชื่อไปพร้อมกันได้ในคราวเดียว
สัดส่วนหน้าต่างต่อประตูที่ตำราฮวงจุ้ยให้ความสำคัญ
นอกจากทิศแล้ว อีกหลักหนึ่งที่ตำราฮวงจุ้ยพูดถึงบ่อยแต่คนทั่วไปมักมองข้ามคือ สัดส่วนขนาดของหน้าต่างเมื่อเทียบกับประตูหลักของบ้าน ความเชื่อดั้งเดิมมองว่าประตูคือ "ปาก" ของบ้านที่รับพลังงานหลักเข้ามา ส่วนหน้าต่างเปรียบเหมือน "ดวงตา" ที่ช่วยให้บ้านมองเห็นและหายใจ ถ้าหน้าต่างใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับประตู ตำราเชื่อว่าพลังงานจะรั่วไหลออกเร็วกว่าที่จะสะสมอยู่ในบ้านได้
ในทางปฏิบัติ หลักนี้แปลได้ตรงไปตรงมาว่า บ้านที่มีหน้าต่างบานใหญ่มากแต่ประตูเล็กแคบ มักมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยและการควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านจริง เพราะพื้นที่กระจกที่มากเกินไปทำให้ทั้งร้อนง่ายและมองเข้าจากภายนอกได้ง่ายกว่าที่ควร ในทางกลับกัน หน้าต่างที่เล็กเกินไปจนแทบไม่รับแสงเลยก็ทำให้บ้านดูอับทึบและต้องพึ่งไฟฟ้าตลอดเวลาแม้ในตอนกลางวัน
หลักที่ใช้ได้จริงคือ พื้นที่หน้าต่างรวมของแต่ละห้องควรอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสิบถึงหนึ่งในห้าของพื้นที่ผนังห้องนั้น ๆ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สถาปนิกไทยหลายคนก็แนะนำใกล้เคียงกันด้วยเหตุผลเรื่องแสงและการระบายอากาศ ไม่ใช่แค่ความเชื่อเพียงอย่างเดียว
หน้าต่างสองบานที่ตรงกันเป๊ะ ปัญหาที่พบบ่อยในบ้านทาวน์เฮาส์
บ้านทาวน์เฮาส์และบ้านแฝดหลายหลังมีลักษณะหน้าต่างสองบานอยู่ตรงข้ามกันแบบทะลุตรง เช่น หน้าต่างห้องนั่งเล่นด้านหน้ากับหน้าต่างห้องครัวด้านหลังที่อยู่ในแนวเดียวกันพอดี ลักษณะนี้ตามความเชื่อฮวงจุ้ยถือว่าเป็นจุดที่ควรระวัง เพราะเชื่อว่าพลังงานจะไหลผ่านจากบานหนึ่งไปอีกบานหนึ่งเร็วเกินไปโดยไม่แวะพักในตัวบ้านเลย เปรียบเหมือนลมที่พัดทะลุผ่านห้องไปโดยไม่ได้ทำให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้นเลย
ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้ของลักษณะนี้คือการระบายอากาศที่ดีมาก ลมธรรมชาติไหลเวียนได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องพึ่งพัดลมหรือแอร์มากนัก ซึ่งเป็นประโยชน์ชัดเจนในบ้านเมืองร้อนอย่างประเทศไทย จุดที่ต้องสมดุลคือถ้ากังวลเรื่องพลังงานตามความเชื่อ ไม่จำเป็นต้องปิดหน้าต่างบานใดบานหนึ่งถาวรจนเสียประโยชน์เรื่องลม แต่ใช้วิธีจัดเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเตี้ย ๆ อย่างโซฟาหรือชั้นวางของกั้นแนวสายตาระหว่างสองบานแทน ยังคงรับลมได้เหมือนเดิมแต่ลดความรู้สึก "ทะลุตรง" ลงไปมาก
หน้าต่างเปิดเจอสิ่งกีดขวาง ปัญหาที่ผู้ซื้อบ้านจัดสรรเจอบ่อย
อีกสถานการณ์ที่พบได้บ่อยมากในบ้านจัดสรรคือหน้าต่างห้องหนึ่งเปิดออกไปแล้วเจอกำแพงรั้วบ้านข้างเคียง หรือแย่กว่านั้นคือเจอเสาไฟฟ้าตั้งอยู่ในระยะใกล้ ๆ ตรงหน้าต่างพอดี ลักษณะนี้ตามความเชื่อฮวงจุ้ยถือเป็นจุดที่ไม่เป็นมงคล เพราะเชื่อว่าสิ่งกีดขวางเหล่านี้เหมือนกำแพงกั้นพลังงานดีไม่ให้ไหลเข้าบ้านได้เต็มที่
แต่ต่อให้ไม่เชื่อเรื่องพลังงานเลยก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือหน้าต่างแบบนี้มักมีปัญหาจริงสองเรื่อง คือแสงธรรมชาติที่เข้าห้องน้อยกว่าปกติเพราะถูกบัง และความรู้สึกอึดอัดเวลาเปิดม่านแล้วเจอกำแพงตรงหน้าแทนที่จะเป็นวิวสวน ๆ หรือท้องฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความรู้สึกของคนอยู่อาศัยจริงไม่ต่างจากความเชื่อ
ทางแก้ที่ทำได้โดยไม่ต้องทุบผนังใหม่ คือติดกระจกฝ้าหรือฟิล์มลายเพื่อยังรับแสงได้แต่ไม่ต้องเห็นกำแพงตรงหน้าชัดเจน วางชั้นไม้ประดับหรือของตกแต่งไว้บนขอบหน้าต่างเพื่อดึงสายตาให้มองสิ่งที่สวยงามก่อนสิ่งกีดขวาง หรือถ้างบประมาณพอไหว การเปลี่ยนเป็นกระจกบล็อกที่ให้แสงผ่านแต่บดบังทัศนวิสัยก็เป็นทางเลือกที่ช่วยได้มากในจุดแบบนี้
หน้าต่างห้องนอนกับหน้าต่างห้องครัว หลักที่ต่างกันคนละแบบ
หน้าต่างในบ้านไม่จำเป็นต้องยึดหลักเดียวกันหมดทุกห้อง เพราะแต่ละห้องมีกิจกรรมและความต้องการแสงที่ต่างกัน ห้องนอนต้องการแสงที่นุ่มนวลพอให้ตื่นสบายตอนเช้าแต่ไม่แรงจนรบกวนการนอนตอนกลางวัน หน้าต่างทิศตะวันออกจึงเหมาะกับห้องนอนมากกว่าทิศตะวันตกอย่างชัดเจน และควรมีม่านที่ปรับแสงได้อย่างน้อยสองระดับ คือบางสำหรับกลางวันและทึบสำหรับเวลานอน
ห้องครัวในทางกลับกันต้องการแสงสว่างมากกว่าห้องอื่นเพื่อความปลอดภัยขณะทำอาหารและมองเห็นความสะอาดของพื้นผิวชัดเจน หน้าต่างห้องครัวจึงควรมีขนาดใหญ่พอสมควรและควรอยู่ในตำแหน่งที่ระบายควันได้ดี ไม่ใช่แค่เรื่องแสงอย่างเดียว ถ้าอยากรู้รายละเอียดเรื่องการจัดวางห้องครัวทั้งหมดตามหลักฮวงจุ้ย อ่านเพิ่มเติมได้ใน ห้องครัวตามหลักฮวงจุ้ย
ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน ควรมีหน้าต่างที่รับแสงได้ตลอดวันโดยไม่ร้อนจัดเกินไป ทิศใต้จึงมักเหมาะกับห้องนี้มากที่สุด เพราะแดดสม่ำเสมอและไม่แรงเท่าทิศตะวันตก รายละเอียดเรื่องการจัดห้องนั่งเล่นทั้งหมดอ่านเพิ่มได้ใน วิธีจัดห้องรับแขกให้บ้านดูโปร่งและน่าอยู่
หน้าต่างกับประตูบ้าน สองทางผ่านที่ต้องคิดร่วมกัน
หน้าต่างไม่ได้แยกขาดจากประตูบ้านในทางความเชื่อฮวงจุ้ย เพราะทั้งสองเป็นทางผ่านของพลังงานที่ทำงานร่วมกัน ถ้าประตูหันทิศหนึ่งแต่หน้าต่างหลักของบ้านหันไปอีกทิศที่ขัดแย้งกันมาก ตำราบางเล่มมองว่าเป็นจุดที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะพลังงานที่เข้าทางประตูกับพลังงานที่เข้าทางหน้าต่างอาจ "ปะทะ" กันในลักษณะที่ไม่ราบรื่น
ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องกังวลมาก เพราะบ้านจัดสรรและคอนโดส่วนใหญ่กำหนดตำแหน่งประตูและหน้าต่างไว้ตั้งแต่แบบก่อสร้างแล้ว ผู้อยู่อาศัยเลือกเองไม่ได้อยู่แล้วในหลายกรณี สิ่งที่ทำได้คือดูแลให้ทั้งประตูและหน้าต่างสะอาด ไม่มีของกีดขวางวางเกะกะ และให้แสงเข้าได้เต็มที่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละทิศ ถ้าอยากอ่านรายละเอียดเรื่องทิศประตูเพิ่มเติม ดูได้ใน ประตูบ้านควรหันไปทางไหน
กรณีคอนโดและพื้นที่จำกัด ปรับใช้หลักฮวงจุ้ยหน้าต่างอย่างไร
คอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัยที่ผู้ซื้อแทบไม่มีสิทธิ์เลือกทิศหน้าต่างเองเลย เพราะตำแหน่งถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบอาคารทั้งหมด สิ่งที่ปรับได้จริงมีเพียงสิ่งที่อยู่ภายในห้องเท่านั้น เช่น ชนิดของผ้าม่าน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้บังทางลม และการดูแลไม่ให้มีของวางกีดขวางหน้าต่างจากด้านใน
สำหรับคอนโดที่หน้าต่างหันทิศตะวันตกซึ่งแดดแรงเป็นพิเศษ การลงทุนกับฟิล์มกรองแสง UV คุณภาพดีเพียงครั้งเดียวช่วยได้ทั้งเรื่องความร้อนจริงและลดความกังวลเรื่องพลังงานแรงเกินไปตามความเชื่อไปพร้อมกัน ส่วนคอนโดที่หน้าต่างมีขนาดเล็กจนรู้สึกอึดอัด การใช้กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนแสงจากหน้าต่างเข้าไปในมุมอับของห้องเป็นเทคนิคที่ทั้งช่วยเรื่องแสงจริงและตรงกับหลักความเชื่อเรื่องการกระจายพลังงานไปพร้อมกัน หากสนใจหลักการปรับพื้นที่จำกัดแบบคอนโดโดยรวม อ่านเพิ่มเติมได้ใน ฮวงจุ้ยคอนโดสำหรับพื้นที่จำกัดทำอย่างไรได้บ้าง
ข้อควรระวังสำหรับคอนโดคือห้ามใช้กระจกเงาสะท้อนตรงเข้าหาหน้าต่างในลักษณะที่สะท้อนแสงแดดจัดกลับเข้าห้องซ้ำสองรอบ เพราะแทนที่จะช่วยกระจายแสง อาจทำให้ห้องร้อนขึ้นกว่าเดิมได้ ควรวางกระจกในมุมที่รับแสงอ้อมแทนการรับแสงตรง
ความเชื่อกับข้อเท็จจริงที่ต้องแยกให้ชัด
เรื่องทิศหน้าต่างมีทั้งส่วนที่เป็นความเชื่อล้วน ๆ และส่วนที่มีเหตุผลทางกายภาพรองรับชัดเจน การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเวลาสองหลักการขัดกัน
ส่วนที่เป็นความเชื่อ เช่น การมองว่าหน้าต่างเป็น "ดวงตา" ของบ้านหรือทิศใดทิศหนึ่งมีพลังงานดีกว่าทิศอื่นโดยรวม เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับโดยตรง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องปฏิเสธทั้งหมด เพราะเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมมาจากการสังเกตการอยู่อาศัยจริงของคนรุ่นก่อนในสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกัน
ส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงชัดเจน เช่น แดดทิศตะวันตกร้อนกว่าทิศตะวันออก หน้าต่างขนาดเล็กเกินไปทำให้ห้องอับ หรือหน้าต่างที่ถูกบังทำให้แสงเข้าไม่พอ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ด้วยการวัดอุณหภูมิและปริมาณแสงจริง ไม่ต้องอาศัยความเชื่อเลยก็ยืนยันได้ เมื่อสองเรื่องนี้ขัดกัน เช่น ตำราแนะนำทิศหนึ่งแต่ทิศนั้นบังแดดจนห้องมืด ควรให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริงเรื่องแสงและการใช้งานจริงมาก่อน เพราะบ้านที่อยู่แล้วไม่สบายตัวไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นตามความเชื่อได้เลยไม่ว่าทิศจะดีแค่ไหนก็ตาม
หากบ้านมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างหรือความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับหน้าต่าง เช่น กระจกร้าวหรือกรอบหน้าต่างผุ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและซ่อมแซมก่อนเสมอ เพราะเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างบ้านเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อนเรื่องความเชื่อในทุกกรณี
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจเรื่องหน้าต่างบ้าน
สำหรับใครที่กำลังจะสร้างบ้านใหม่ ต่อเติม หรือแค่อยากปรับปรุงหน้าต่างเดิม ลองเช็กตามรายการนี้ก่อนตัดสินใจ
- หน้าต่างห้องนอนหลักได้รับแสงเช้าที่ไม่แรงจนรบกวนการนอนหรือไม่
- หน้าต่างที่หันทิศตะวันตกมีม่านกันแดดหรือฟิล์มกรองแสงหรือยัง
- มีหน้าต่างสองบานที่ตรงกันเป๊ะจนลมทะลุผ่านเร็วเกินไปหรือไม่
- หน้าต่างหลักของบ้านเปิดเจอสิ่งกีดขวาง เช่น กำแพงหรือเสาไฟฟ้าในระยะใกล้หรือไม่
- ขนาดหน้าต่างรวมของแต่ละห้องอยู่ในสัดส่วนที่พอดีกับพื้นที่ผนัง ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
- กรอบและกระจกหน้าต่างอยู่ในสภาพปลอดภัย ไม่มีรอยร้าวหรือบานพับหลวม
ถ้าเช็กแล้วพบว่าติดหลายข้อพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกจุดในคราวเดียว เลือกแก้จุดที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันมากที่สุดก่อน เช่น ห้องนอนที่ร้อนจนนอนไม่หลับ ย่อมสำคัญกว่าห้องเก็บของที่ไม่ค่อยได้เข้าไปใช้งาน
สรุป
ทิศของหน้าต่างมีทั้งมิติความเชื่อและมิติการใช้งานจริงที่เกี่ยวโยงกันแน่นกว่าที่หลายคนคิด ทิศตะวันออกและทิศใต้มักเป็นตัวเลือกที่ดีทั้งสองมิติ ส่วนทิศตะวันตกไม่ใช่ทิศที่ต้องเลี่ยงเสมอไป แค่ต้องมีตัวช่วยกรองแดดที่เหมาะสม สิ่งที่สำคัญกว่าการยึดทิศตายตัวคือสัดส่วนหน้าต่างที่พอดี ไม่มีสิ่งกีดขวางบดบังทางลมและแสง และดูแลให้หน้าต่างอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยเสมอ ถ้าบ้านหรือคอนโดที่มีอยู่แล้วปรับทิศไม่ได้ตามตำรา การแก้ด้วยม่าน ฟิล์มกรองแสง ต้นไม้ หรือการจัดเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ก็เพียงพอที่จะทำให้บ้านทั้งน่าอยู่และรู้สึกเป็นมงคลไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องทุบผนังใหม่แต่อย่างใด










