สโลแกนบริษัทใช้ถ้อยคำมงคลได้ไหม ต่างจากการตั้งชื่อบริษัทยังไง

สโลแกนบริษัทใช้ถ้อยคำมงคลได้ และหลายธุรกิจไทยก็ทำแบบนี้จริง แต่หลักคิดต่างจากการตั้งชื่อบริษัทตรงที่ชื่อบริษัทมักผ่านการคำนวณเลขศาสตร์และอักษรมงคลอย่างเป็นระบบเพราะต้องใช้ตลอดอายุของกิจการ ส่วนสโลแกนเน้นที่ความหมายเชิงบวกและการสื่อสารทางการตลาดเป็นหลัก มักไม่ผ่านการคำนวณเลขศาสตร์อย่างเข้มงวดเท่าชื่อบริษัท เพราะสโลแกนเปลี่ยนได้ง่ายกว่าและบางบริษัทเปลี่ยนสโลแกนทุกไม่กี่ปีตามแคมเปญการตลาด คำที่ควรเลี่ยงในสโลแกนคือคำที่สื่อความหมายเชิงลบหรือพ้องเสียงกับคำไม่เป็นมงคล เช่นเดียวกับหลักการเลี่ยงคำที่ใช้ตั้งชื่อบริษัท
เจ้าของแบรนด์ขนมไทยรายหนึ่งตั้งชื่อร้านผ่านการดูฤกษ์และคำนวณเลขศาสตร์อย่างละเอียดจนพอใจ แต่พอถึงขั้นตอนคิดสโลแกนติดหน้าร้าน กลับคิดคำง่ายๆ ขึ้นมาเองในคืนเดียวโดยไม่ได้ปรึกษาใครเลย จนเพื่อนที่สนใจเรื่องมงคลถามว่าทำไมสโลแกนไม่ผ่านการตรวจสอบแบบเดียวกับชื่อร้าน คำถามนี้ชวนให้คิดต่อว่าจริงๆ แล้วสโลแกนกับชื่อบริษัทควรใช้มาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า
สโลแกนกับชื่อบริษัท ต่างกันตรงไหนในมุมมองมงคล
ชื่อบริษัทเป็นสิ่งที่ต้องใช้ตลอดอายุของกิจการ ผูกกับเอกสารทางกฎหมายทุกฉบับตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคล ป้ายทะเบียนภาษี ไปจนถึงสัญญาทางธุรกิจทุกฉบับ การเปลี่ยนชื่อบริษัทภายหลังทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องแก้ไขเอกสารทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้เจ้าของธุรกิจจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเลขศาสตร์และอักษรมงคลของชื่อบริษัทอย่างละเอียดตั้งแต่ต้น
สโลแกนมีลักษณะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นข้อความทางการตลาดที่ไม่ได้ผูกกับเอกสารทางกฎหมายโดยตรง หลายแบรนด์เปลี่ยนสโลแกนทุกสองสามปีตามแคมเปญการตลาดหรือทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนสโลแกนทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนชื่อบริษัทมาก แค่เปลี่ยนป้ายและสื่อโฆษณาเท่านั้น ไม่ต้องแก้เอกสารทางกฎหมาย ด้วยความยืดหยุ่นที่มากกว่านี้ สโลแกนจึงไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความเป็นมงคลที่เข้มงวดเท่าชื่อบริษัท
หลักการเลือกถ้อยคำมงคลสำหรับสโลแกน
แม้จะไม่ต้องเข้มงวดเท่าชื่อบริษัท แต่หลายธุรกิจไทยก็ยังอยากให้สโลแกนสื่อพลังงานเชิงบวกและเป็นมงคลไปด้วย หลักการที่ใช้กันจริงในวงการโฆษณาและการตั้งชื่อมงคลมีจุดร่วมกันอยู่บางข้อ
- เลือกคำที่มีความหมายเชิงบวกชัดเจน ไม่คลุมเครือจนตีความได้สองทาง โดยเฉพาะทางที่อาจตีความเป็นลบ
- หลีกเลี่ยงคำที่ฟังดูอวดอ้างเกินจริงหรือสัญญาผลลัพธ์ที่ธุรกิจให้ไม่ได้จริง เพราะนอกจากขัดกับความเชื่อเรื่องมงคลที่ไม่นิยมคำพูดโอ้อวดแล้ว ยังอาจขัดกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องการโฆษณาเกินจริงด้วย
- ให้จังหวะเสียงของสโลแกนลื่นไหล อ่านแล้วรู้สึกสบาย ไม่สะดุด เพราะความเชื่อเรื่องมงคลหลายสำนักมองว่าเสียงที่ลื่นไหลเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานที่ดี
- ตรวจสอบว่าคำในสโลแกนไม่พ้องเสียงกับคำที่มีความหมายไม่ดีเมื่อพูดเร็วๆ หรือพูดต่อเนื่องกับชื่อแบรนด์
จุดต่างสำคัญจากการตั้งชื่อบริษัทคือสโลแกนไม่ได้เน้นการคำนวณตัวเลขจากตัวอักษรเป็นหลัก แต่เน้นความรู้สึกและความหมายโดยรวมที่สื่อออกมาเมื่ออ่านหรือฟังทั้งประโยค
คำที่ควรเลี่ยงในสโลแกนตามความเชื่อเรื่องมงคล
| กลุ่มคำที่ควรเลี่ยง | เหตุผล |
|---|---|
| คำที่สื่อถึงความล้มเหลว การสูญเสีย หรือความตายตรงตัว | ขัดกับพลังงานเชิงบวกที่สโลแกนควรสื่อสาร แม้จะใช้ในเชิงเปรียบเทียบก็ตาม |
| คำพ้องเสียงกับคำไม่เป็นมงคลในภาษาไทย | อาจทำให้ลูกค้าเชื่อมโยงแบรนด์กับความหมายไม่ดีโดยไม่ตั้งใจ |
| คำที่ฟังดูโอ้อวดเกินจริงหรือรับประกันผลลัพธ์แบบเบ็ดเสร็จ | ขัดกับความเชื่อเรื่องความอ่อนน้อมและความพอดี อีกทั้งอาจผิดกฎหมายโฆษณา |
| คำแสลงหรือคำที่มีความหมายสองแง่สองง่ามในบางกลุ่มผู้ฟัง | เสี่ยงต่อการตีความผิดหรือสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ตั้งใจ |
การตรวจสอบคำเหล่านี้ควรทำทั้งในภาษาไทยและภาษาอื่นที่ธุรกิจใช้ทำตลาด เพราะบางคำที่ฟังดูดีในภาษาหนึ่งอาจพ้องเสียงกับคำไม่ดีในอีกภาษาหนึ่งได้
สโลแกนภาษาอังกฤษ นับเป็นถ้อยคำมงคลได้ไหม
คำถามนี้พบบ่อยในธุรกิจที่ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ คำตอบคือสโลแกนภาษาอังกฤษยังนับเป็นถ้อยคำมงคลได้ในแง่ความหมายและความรู้สึกที่สื่อออกมา แต่การคำนวณเลขศาสตร์แบบตัวเลขจากตัวอักษรตามตำราไทยส่วนใหญ่ออกแบบมาสำหรับภาษาไทยเป็นหลัก การนำมาใช้กับภาษาอังกฤษโดยตรงอาจไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนเท่า
ธุรกิจที่มีทั้งสโลแกนภาษาไทยและภาษาอังกฤษคู่ขนานกันจึงมักให้น้ำหนักกับความหมายและความรู้สึกเชิงบวกของสโลแกนภาษาอังกฤษมากกว่าการคำนวณตัวเลขอย่างเป็นระบบ และเน้นตรวจสอบว่าคำแปลทั้งสองภาษาสื่อความหมายไปในทิศทางเดียวกันไม่ขัดแย้งกัน หากสนใจหลักการตั้งชื่อธุรกิจสองภาษาให้เชื่อมโยงกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ตั้งชื่อบริษัทสองภาษาให้เชื่อมโยงกัน ต้องระวังอะไรบ้าง
ตัวอย่างการปรับสโลแกนให้ฟังดูเป็นมงคลขึ้น
ลองดูตัวอย่างการปรับสโลแกนของธุรกิจร้านอาหารสมมติแห่งหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
| สโลแกนเดิม | ปัญหาที่พบ | สโลแกนที่ปรับแล้ว |
|---|---|---|
| "อร่อยจนไม่มีวันลืม" | คำว่า "ไม่มีวันลืม" บางสำนักมองว่าฟังดูหนักและเชื่อมโยงกับความรู้สึกติดค้าง ไม่ใช่ความรู้สึกเบาสบาย | "อร่อยที่คิดถึงทุกครั้ง" |
| "กินแล้วรวย" | ฟังดูอวดอ้างเกินจริงและอาจขัดกับกฎหมายโฆษณาเกินจริง | "กินแล้วอิ่มใจ อิ่มท้อง" |
| "ที่นี่ที่เดียวที่ดีที่สุด" | คำว่า "ที่เดียว" และ "ดีที่สุด" ฟังดูโอ้อวดและปิดกั้นความรู้สึกเปิดกว้าง | "ที่นี่ที่เราตั้งใจทำให้ดีที่สุด" |
จะเห็นว่าการปรับสโลแกนไม่ได้ทำให้ความหมายทางการตลาดเสียไป กลับได้น้ำเสียงที่ฟังดูจริงใจและเป็นมงคลมากขึ้นในเวลาเดียวกัน หลักการง่ายๆ คือเปลี่ยนจากคำที่ฟังดูหนักหรือโอ้อวดเป็นคำที่ฟังดูอบอุ่นและพอดี
ข้อควรรู้เรื่องการจดทะเบียนสโลแกนเป็นเครื่องหมายการค้า
ถ้าธุรกิจต้องการให้สโลแกนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจริงจัง ป้องกันไม่ให้คู่แข่งใช้สโลแกนใกล้เคียงกัน สามารถยื่นจดทะเบียนสโลแกนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นขั้นตอนที่แยกจากการจดทะเบียนชื่อบริษัทโดยสิ้นเชิง
หลายธุรกิจมองข้ามขั้นตอนนี้เพราะคิดว่าสโลแกนเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับชื่อบริษัท แต่ในความเป็นจริงสโลแกนที่ติดหูและเป็นที่จดจำสามารถกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูงได้เช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้สโลแกนเดียวกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ การจดทะเบียนคุ้มครองจึงคุ้มค่ากับการลงทุนเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ทดสอบสโลแกนกับคนรอบตัวก่อนใช้จริง
ก่อนตัดสินใจใช้สโลแกนอย่างเป็นทางการ เจ้าของธุรกิจหลายคนมักลืมขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งคือการลองอ่านออกเสียงให้คนอื่นฟังก่อน ไม่ใช่แค่อ่านในใจคนเดียวแล้วตัดสินใจทันที เพราะบางคำที่อ่านในใจแล้วดูดี พอพูดออกเสียงจริงอาจฟังดูสะดุดหรือพ้องเสียงกับคำอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจ
วิธีที่ได้ผลจริงคือลองอ่านสโลแกนให้พนักงานหรือคนในครอบครัวฟังหลายคน แล้วถามความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่อได้ยิน ถ้ามีคนรู้สึกสะดุดหรือคิดถึงคำที่ไม่ดีในทันที นั่นเป็นสัญญาณว่าควรปรับแก้ก่อนนำไปใช้จริงในวงกว้าง เพราะเมื่อสโลแกนถูกพิมพ์ลงป้ายหรือสื่อโฆษณาไปแล้ว การเปลี่ยนใจภายหลังจะมีต้นทุนสูงกว่าการตรวจสอบตั้งแต่ต้นมาก ผู้ใหญ่ที่ยึดถือความเชื่อเรื่องมงคลในครอบครัวก็เป็นอีกกลุ่มที่ควรลองให้ช่วยฟังและให้ความเห็น เพราะบางครั้งท่านอาจสังเกตเห็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่มองข้ามไป
ข้อควรระวัง
- อย่าเลือกสโลแกนที่ฟังดูดีในทางความเชื่อแต่ไม่สื่อสารคุณค่าของธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะเป้าหมายหลักของสโลแกนคือการสื่อสารกับลูกค้า ไม่ใช่แค่ความเป็นมงคล
- อย่าลืมตรวจสอบว่าสโลแกนที่เลือกไม่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับสโลแกนของคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันมากเกินไป เพราะอาจสร้างความสับสนให้ลูกค้าและมีปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาตามมา
- อย่าใช้ถ้อยคำที่สัญญาผลลัพธ์เกินจริงเพียงเพื่อให้ฟังดูน่าดึงดูด เพราะนอกจากขัดกับความเชื่อเรื่องความพอดีแล้ว ยังเสี่ยงผิดกฎหมายโฆษณาที่คุ้มครองผู้บริโภค
- อย่าเปลี่ยนสโลแกนบ่อยเกินไปโดยไม่มีเหตุผลทางการตลาดที่ชัดเจน เพราะการเปลี่ยนบ่อยทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ยากขึ้น แม้สโลแกนแต่ละอันจะดีในตัวของมันเองก็ตาม
สรุป
สโลแกนบริษัทใช้ถ้อยคำมงคลได้และหลายธุรกิจไทยก็ทำแบบนี้จริง แต่หลักคิดต่างจากการตั้งชื่อบริษัทตรงที่เน้นความหมายเชิงบวกและการสื่อสารทางการตลาดมากกว่าการคำนวณเลขศาสตร์อย่างเข้มงวด เพราะสโลแกนมีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าชื่อบริษัทที่ต้องใช้ตลอดอายุกิจการ สิ่งสำคัญที่สุดคือเลือกคำที่สื่อคุณค่าของธุรกิจได้ชัดเจน ฟังดูจริงใจ ไม่โอ้อวดเกินจริง และไม่พ้องเสียงกับคำไม่เป็นมงคล ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้ได้ดีทั้งในมุมมองความเชื่อและมุมมองการตลาดไปพร้อมกัน







