สีคู่รักใส่คู่กันตามความเชื่อ ต้องเข้าชุดกันจริงไหม

ตามความเชื่อไทย สีคู่รักไม่จำเป็นต้องเป็นสีเดียวกันเป๊ะทั้งสองฝ่าย สิ่งที่สำคัญกว่าคือสีของทั้งสองฝ่ายอยู่ในกลุ่มธาตุที่เกื้อกูลกันตามวันเกิดของแต่ละคน เช่น ธาตุไม้กับธาตุน้ำเกื้อกูลกัน ขณะที่ธาตุไฟกับธาตุน้ำมักถูกมองว่าขัดกัน หากสีมงคลของสองคนเป็นกลุ่มธาตุที่ขัดกัน ยังสามารถเลือกใช้สีกลางที่เป็นมิตรกับทั้งสองฝ่ายแทนได้โดยไม่ต้องฝืนใส่สีเดียวกัน
คู่รักคู่หนึ่งวางแผนถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ฝ่ายหญิงเกิดวันศุกร์สีมงคลคือฟ้า ฝ่ายชายเกิดวันอังคารสีมงคลคือชมพู ทั้งคู่เถียงกันสนุก ๆ ว่าควรใส่สีไหนให้ "ถูกโฉลก" ทั้งคู่พร้อมกัน เพราะดูจากตารางสีมงคลรายบุคคลแล้วสีมันคนละกลุ่มกันเลย นี่คือคำถามที่คู่รักหลายคู่เจอ เพราะสีเสริมความรักของแต่ละคนกับสีคู่รักที่ใส่ด้วยกันเป็นคนละเรื่องกันตั้งแต่ต้น
บทความสีเสริมความรักตามวันเกิด พูดถึงสีที่ช่วยเสริมดวงความรักของคนคนเดียวไปแล้ว บทความนี้จะเจาะเฉพาะเรื่องการจับคู่สีระหว่างสองคนโดยตรง ว่าตามความเชื่อแล้วต้องใส่สีเดียวกันจริงไหม และถ้าสีมงคลของสองคนไม่เข้ากันควรทำอย่างไร
สีคู่รักกับสีเสริมความรักส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สีเสริมความรักของคนคนเดียวคือสีที่ตำราแนะนำให้แต่ละคนใช้เพื่อเสริมดวงความรักของตัวเอง ไม่ว่าจะมีคู่หรือยังโสดอยู่ก็ใช้ได้ ส่วนสีคู่รักเป็นแนวคิดที่ต่างออกไป คือการดูว่าสีมงคลของทั้งสองฝ่ายเข้ากันได้ดีแค่ไหนเมื่อนำมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งต้องพิจารณาวันเกิดของทั้งสองคนพร้อมกัน ไม่ใช่ดูจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าสีคู่รักต้องเป็นสีเดียวกันเป๊ะทั้งสองฝ่ายถึงจะถูกต้อง ทั้งที่ตำราไม่ได้ระบุแบบนั้นเลย สิ่งที่ตำราให้ความสำคัญจริง ๆ คือธาตุของสีทั้งสองฝ่ายเกื้อกูลกันหรือไม่ ไม่ใช่ตัวสีที่เหมือนกันตรง ๆ
หลักธาตุที่ใช้จับคู่สีของสองคน
ตามความเชื่อเรื่องธาตุทั้งห้า แต่ละธาตุมีความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลและขัดแย้งกันตามลำดับ ไม้เกื้อกูลไฟ ไฟเกื้อกูลดิน ดินเกื้อกูลทอง ทองเกื้อกูลน้ำ และน้ำเกื้อกูลไม้ วนกลับมาเป็นวงจร ส่วนความขัดแย้งคือไม้ขัดกับดิน ดินขัดกับน้ำ น้ำขัดกับไฟ ไฟขัดกับทอง และทองขัดกับไม้
| ธาตุของฝ่ายหนึ่ง | ธาตุที่เกื้อกูลกันดี | ธาตุที่มักขัดกัน |
|---|---|---|
| ไม้ (เขียว, น้ำตาลไม้) | น้ำ (น้ำเงิน, ดำอมฟ้า) | ทอง (ขาว, เทาเงิน) |
| ไฟ (แดง, ส้ม) | ไม้ (เขียว) | น้ำ (น้ำเงินเข้ม) |
| ดิน (เหลือง, น้ำตาลอ่อน) | ไฟ (แดง, ส้ม) | ไม้ (เขียว) |
| ทอง (ขาว, เทาเงิน) | ดิน (เหลือง, น้ำตาลอ่อน) | ไฟ (แดง, ส้ม) |
| น้ำ (น้ำเงินเข้ม, ดำ) | ทอง (ขาว, เทาเงิน) | ดิน (เหลือง) |
ตารางนี้ใช้เทียบธาตุของสีมงคลตามวันเกิดของแต่ละฝ่ายว่าเกื้อกูลกันหรือขัดกัน คู่รักที่ธาตุเกื้อกูลกันสามารถใส่สีมงคลของตัวเองคนละสีได้เลยโดยไม่ต้องปรับอะไร เพราะถือว่าเข้ากันได้ดีอยู่แล้วตามหลักธาตุ
เมื่อสีมงคลของสองคนเป็นธาตุที่ขัดกัน
กรณีที่ธาตุของสองฝ่ายขัดกันตามตาราง อย่างคู่ในตอนต้นบทความที่ฝ่ายหญิงเกิดวันศุกร์ธาตุทอง ฝ่ายชายเกิดวันอังคารสีมงคลผูกกับธาตุที่ต่างออกไป ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเลิกใส่สีมงคลของตัวเองไปเลย วิธีที่ใช้ได้จริงคือหาสีกลางที่เป็นมิตรกับทั้งสองธาตุมาใส่ในโอกาสที่อยากแต่งตัวคู่กันแทน เช่น สีขาวหรือครีมโทนธาตุทองที่มักเกื้อกูลได้กับหลายธาตุ หรือสีเอิร์ธโทนที่เป็นกลางไม่แรงไปทางใดทางหนึ่ง
อีกวิธีที่คู่รักหลายคู่ใช้คือไม่ต้องใส่สีเดียวกันทั้งชุด แต่เลือกให้มีจุดร่วมเล็ก ๆ ที่เป็นสีเดียวกันแทน เช่น เสื้อผ้าคนละสีตามวันเกิดของตัวเอง แต่ใช้เครื่องประดับหรือรองเท้าสีเดียวกันเป็นจุดเชื่อม วิธีนี้ได้ทั้งความเป็นตัวเองของแต่ละคนและความรู้สึกเป็นคู่ไปพร้อมกัน
ตัวอย่างการจับคู่สีจริงของคู่รัก
คู่รักอีกคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเกิดวันจันทร์ธาตุดิน สีมงคลคือเหลืองนวล ฝ่ายหญิงเกิดวันอาทิตย์ธาตุไฟ สีมงคลคือแดงส้ม ตามตารางธาตุถือว่าไฟเกื้อกูลดิน จึงเป็นคู่ที่ธาตุเข้ากันดีตามความเชื่อ ทั้งคู่เลือกใส่สีมงคลของตัวเองในวันถ่ายรูปพรีเวดดิ้งได้เลย โดยฝ่ายชายใส่เสื้อเหลืองนวล ฝ่ายหญิงใส่ชุดโทนส้มอมแดง ออกมาเป็นภาพที่ดูกลมกลืนกันแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องฝืนใส่สีเดียวกัน
ส่วนคู่ในตอนต้นบทความที่ธาตุขัดกันตามตาราง สุดท้ายเลือกใส่ชุดโทนครีมทั้งคู่ในวันถ่ายรูป โดยฝ่ายหญิงเสริมสร้อยคอสีฟ้าเล็ก ๆ ตามสีมงคลของตัวเอง ฝ่ายชายเสริมผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนในกระเป๋าเสื้อ เป็นการรักษาสีมงคลส่วนตัวของแต่ละคนไว้ในจุดเล็ก ๆ โดยไม่ต้องใส่สีขัดกันทั้งชุด
เช็กลิสต์จับคู่สีคู่รักตามความเชื่อ
- เช็กสีมงคลตามวันเกิดของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจนก่อน
- เทียบธาตุของสีมงคลทั้งสองฝ่ายว่าเกื้อกูลหรือขัดกันตามตาราง
- ถ้าธาตุเกื้อกูลกัน ใส่สีมงคลของตัวเองคนละสีได้อย่างสบายใจ
- ถ้าธาตุขัดกัน หาสีกลางที่เป็นมิตรกับทั้งสองธาตุมาใส่แทน
- ไม่จำเป็นต้องใส่สีเดียวกันทั้งชุด ใช้จุดเชื่อมเล็ก ๆ แทนได้เช่นกัน
ข้อควรระวัง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการยึดติดว่าสีคู่รักต้องเหมือนกันเป๊ะทั้งชุดถึงจะถูกต้อง ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องฝืนใส่สีที่ไม่ใช่สีมงคลของตัวเองทั้งวัน ทั้งที่ตำราไม่ได้บังคับแบบนั้น การจับคู่ธาตุที่เกื้อกูลกันสำคัญกว่าความเหมือนกันของสีตรง ๆ
อีกจุดที่ควรระวังคือการนำเรื่องธาตุขัดกันไปตีความเกินจริงว่าคู่รักเข้ากันไม่ได้ในชีวิตจริง ความเชื่อเรื่องธาตุของสีเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเรื่องการแต่งตัว ไม่ใช่ตัวชี้วัดความเข้ากันได้ของความสัมพันธ์จริง ซึ่งขึ้นอยู่กับการสื่อสารและความเข้าใจกันมากกว่าเรื่องสีเสื้อผ้า
สีคู่รักในวันสำคัญกับวันทำงานทั่วไป ต่างกันแค่ไหน
หลายคู่เข้าใจว่าต้องเช็กธาตุของสีทุกครั้งก่อนแต่งตัวออกจากบ้าน ทั้งที่ในทางปฏิบัติความเคร่งครัดควรแปรผันตามความสำคัญของโอกาสมากกว่า วันทำงานปกติหรือวันไปเดตธรรมดา แค่ใส่สีมงคลของตัวเองตามวันเกิดไปตามปกติก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งเทียบธาตุกับอีกฝ่ายทุกเช้า
โอกาสที่ควรให้ความสำคัญกับการจับคู่สีมากขึ้นคือวันที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ชัดเจน เช่น วันหมั้น วันแต่งงาน วันครบรอบ หรือวันที่ไปทำบุญร่วมกันเพื่อความสัมพันธ์ เพราะเป็นวันที่คนมักตีความสีที่ใส่ว่าสื่อถึงจุดเริ่มต้นหรือทิศทางของความสัมพันธ์ คู่รักคู่หนึ่งที่วางแผนวันหมั้น เลือกเช็กธาตุสีมงคลของทั้งสองฝ่ายล่วงหน้าเป็นเดือน แล้วพบว่าธาตุเกื้อกูลกันพอดี จึงตัดสินใจให้ทั้งสองฝ่ายใส่สีมงคลของตัวเองในชุดหมั้น โดยให้ช่างภาพช่วยจัดองค์ประกอบภาพให้สีทั้งสองดูกลมกลืนกันแทนการบังคับให้ใส่สีเดียวกัน
ส่วนงานแต่งงานที่มีธีมสีบังคับจากทางเจ้าภาพหรือสถานที่จัดงาน เช่น ธีมสีพาสเทลทั้งงาน คู่บ่าวสาวสามารถรักษาสีมงคลของตัวเองผ่านของชิ้นเล็กแทนชุดทั้งตัวได้เหมือนกับกรณีของโต๊ะทำงานหรือของใช้อื่น ๆ ตามความเชื่อ เช่น ต่างหู แหวน หรือผ้าคลุมไหล่บาง ๆ ที่เป็นสีมงคลของตัวเองซ่อนอยู่ในชุดที่ต้องเข้าธีมงานโดยรวม วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องขัดกับข้อกำหนดของงานแต่ยังรักษาความเชื่อส่วนตัวไว้ได้
วันครบรอบเป็นอีกโอกาสที่หลายคู่ให้ความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องเทียบธาตุใหม่ทุกปี เพราะธาตุของสีมงคลตามวันเกิดของแต่ละคนไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ปรับได้คือรายละเอียดของการแต่งตัวในแต่ละปี เช่น ปีนี้เน้นเสื้อผ้าเป็นหลัก ปีหน้าเปลี่ยนไปเน้นของขวัญหรือของตกแต่งบ้านที่เป็นสีมงคลร่วมกันแทน คู่รักที่ถ่ายรูปครบรอบทุกปีบางคู่เลือกทำแบบนี้เพื่อให้ภาพแต่ละปีมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำแบบเดิมทุกครั้ง แต่ยังคงหลักการเดิมเรื่องธาตุที่เกื้อกูลกันไว้เป็นแกนหลัก
สรุป
สีคู่รักตามความเชื่อไม่ได้แปลว่าต้องใส่สีเดียวกันเป๊ะทั้งสองฝ่าย สิ่งสำคัญกว่าคือธาตุของสีมงคลทั้งสองฝ่ายเกื้อกูลกันหรือไม่ ถ้าเกื้อกูลกันก็ใส่สีมงคลของตัวเองได้เลย ถ้าขัดกันก็มีทางออกด้วยสีกลางหรือจุดเชื่อมเล็ก ๆ โดยไม่ต้องฝืนทิ้งสีมงคลของตัวเองไปทั้งหมด อยากรู้สีเสริมความรักของตัวเองเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่สีเสริมความรักตามวันเกิด







