ปลดหนี้ก้อนสุดท้ายแล้ว มีพิธีหรือความเชื่อเรื่องการเงินให้ทำต่อไหม

ไม่มีพิธีปลดหนี้ที่บังคับต้องทำตามความเชื่อไทย แต่หลายคนนิยมทำบุญเล็ก ๆ เช่น ถวายสังฆทานหรือบริจาคให้ผู้ที่กำลังลำบากเรื่องเงิน เพื่อความรู้สึกขอบคุณและปิดจบบทหนึ่งของชีวิตอย่างมีความหมาย ไม่ใช่พิธีกรรมเพื่อขอพรให้ไม่เป็นหนี้อีก เพราะเรื่องนั้นขึ้นอยู่กับวินัยการเงินของตัวเองมากกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากทำพิธีอะไรเลยก็ไม่มีข้อเสียทางความเชื่อแต่อย่างใด
โอนเงินงวดสุดท้ายเสร็จ แอปธนาคารขึ้นข้อความยืนยันยอดคงเหลือเป็นศูนย์ หลายคนนั่งอึ้งอยู่หน้าจอโทรศัพท์สักพักก่อนจะรู้สึกโล่งใจ บางคนถึงกับร้องไห้ เพราะภาระที่แบกมาสามปีห้าปีในที่สุดก็จบลง แล้วคำถามที่ตามมาเกือบทุกครั้งคือ "ต้องทำอะไรต่อไหม" เหมือนความสำเร็จขนาดนี้ควรมีพิธีอะไรสักอย่างมารองรับ
คำตอบตรง ๆ คือไม่มีพิธีปลดหนี้ที่เป็นธรรมเนียมบังคับในความเชื่อไทย ต่างจากพิธีขึ้นบ้านใหม่หรือเปิดร้านที่มีขั้นตอนค่อนข้างชัดเจน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรให้ทำเลย บทความนี้จะพาดูว่าคนไทยที่เพิ่งปลดหนี้มักทำอะไรกัน และสิ่งที่สำคัญกว่าพิธีกรรมคือจะวางแผนการเงินต่อไปอย่างไรไม่ให้ย้อนกลับไปเป็นหนี้อีก
ความรู้สึกหลังโอนงวดสุดท้าย ทำไมหลายคนอยากทำอะไรสักอย่าง
การเป็นหนี้เป็นภาวะที่กินพลังใจต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในบัญชี คนที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือใช้หนี้บัตรเครดิตมาหลายปีมักมีความเครียดสะสมแบบเงียบ ๆ ทุกครั้งที่ใกล้วันตัดยอด กลัวเงินไม่พอ กลัวดอกเบี้ยเพิ่ม กลัวเสียเครดิต ความรู้สึกเหล่านี้สะสมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว
เมื่อภาระนั้นหายไปในวันเดียว สมองจึงต้องการจุดสิ้นสุดที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในแอปธนาคารที่เปลี่ยนจากลบเป็นศูนย์ นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อ "ปิดบท" นี้ให้เป็นทางการ ไม่ต่างจากความรู้สึกอยากฉลองหลังสอบผ่านหรือได้เลื่อนตำแหน่ง เพียงแต่ไม่มีใครสอนไว้ชัดเจนว่าควรทำอะไร
พิธีทำบุญปลดหนี้ที่คนไทยนิยมทำมีอะไรบ้าง
แม้จะไม่มีพิธีบังคับตายตัว แต่มีรูปแบบการทำบุญที่คนไทยจำนวนมากทำหลังปลดหนี้ ซึ่งล้วนเป็นการทำบุญทั่วไปที่ไม่ผูกกับพิธีกรรมเฉพาะทาง ไม่ใช่พิธีที่ต้องมีพระสงฆ์มาประกอบพิธีเฉพาะแบบพิธีขึ้นบ้านใหม่
| รูปแบบ | ความหมายที่ให้ | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ถวายสังฆทาน | ทำบุญขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความสามารถของตัวเองที่ทำให้ปลดหนี้ได้ | ตามกำลังทรัพย์ ไม่มีขั้นต่ำตายตัว |
| บริจาคให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน | ส่งต่อความช่วยเหลือให้คนที่อยู่ในจุดที่ตัวเองเคยผ่านมา | ตามกำลังทรัพย์ |
| ปล่อยปลาหรือปล่อยนก | ความเชื่อเรื่องการปลดปล่อยสิ่งมีชีวิต เปรียบเทียบกับการปลดพันธนาการหนี้สินของตัวเอง | หลักสิบถึงหลักร้อยบาท |
| จุดธูปบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ | บอกกล่าวความสำเร็จ ไม่ใช่ขอพรเพิ่มเติม | แทบไม่มีค่าใช้จ่าย |
ทุกรูปแบบข้างต้นไม่มีข้อไหนบังคับว่าต้องทำ และไม่มีข้อไหนที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะแก่นของการทำบุญปลดหนี้คือความรู้สึกขอบคุณตัวเองและปิดจบด้วยความสบายใจ ไม่ใช่การขอพรให้ไม่กลับไปเป็นหนี้อีก เพราะเรื่องนั้นขึ้นอยู่กับวินัยการเงินของตัวเองเป็นหลัก
ต่างจากพิธีขึ้นบ้านใหม่หรือเปิดร้านตรงไหน
พิธีขึ้นบ้านใหม่หรือพิธีเปิดร้านมีลักษณะเป็น "พิธีเริ่มต้น" จึงมีขั้นตอนและฤกษ์ที่ค่อนข้างชัดเจน เพราะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นที่ดีจะส่งผลต่อสิ่งที่ตามมา ต้องเลือกวันเวลา นิมนต์พระสงฆ์ เตรียมเครื่องไทยธรรม มีลำดับพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา
ส่วนการปลดหนี้เป็น "จุดสิ้นสุด" ไม่ใช่จุดเริ่มต้น จึงไม่มีธรรมเนียมที่ต้องดูฤกษ์เฉพาะเจาะจงเหมือนพิธีขึ้นบ้านใหม่ ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไมคนจำนวนมากถึงหาข้อมูลเรื่องพิธีปลดหนี้ไม่เจอชัดเจนเหมือนพิธีอื่น เพราะโดยธรรมชาติของความเชื่อไทยแล้ว จุดสิ้นสุดของภาระมักไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่าจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่
ไม่อยากทำพิธีอะไรเลยได้ไหม มีทางเลือกที่เรียบง่ายกว่า
ได้แน่นอน ไม่ทำพิธีอะไรเลยไม่มีผลเสียทางความเชื่อใด ๆ สำหรับคนที่ไม่ถนัดเรื่องพิธีกรรมหรือรู้สึกว่าไม่ใช่แนวทางของตัวเอง มีทางเลือกที่เรียบง่ายกว่าและยังให้ความรู้สึก "ปิดจบ" ได้เหมือนกัน เช่น
- เขียนบันทึกสั้น ๆ ถึงตัวเองว่าผ่านช่วงเวลานี้มาได้อย่างไร เก็บไว้อ่านทบทวนวันที่ท้อแท้เรื่องเงินในอนาคต
- ทำกิจกรรมเล็ก ๆ ที่มีความหมายส่วนตัว เช่น กินมื้ออาหารที่อยากกินมานานแต่ไม่กล้าใช้เงินตอนยังมีหนี้
- บอกคนใกล้ตัวที่รู้เรื่องหนี้ของเรามาตลอด เพื่อแบ่งปันความสำเร็จกับคนที่เข้าใจสถานการณ์จริง ๆ
- เก็บเอกสารสัญญาเงินกู้ที่ชำระครบแล้วไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งดูใจตัวเองว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินอย่างไรต่อ
ทางเลือกเหล่านี้ไม่ผูกกับความเชื่อทางศาสนาเลย แต่ก็ให้ความรู้สึกฉลองความสำเร็จได้ไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่คนต้องการหลังปลดหนี้คือการยอมรับว่าตัวเองทำสำเร็จ ไม่ใช่รูปแบบของพิธีกรรม
หลังปลดหนี้แล้ว วางแผนการเงินต่ออย่างไรไม่ให้กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ
ช่วงหลังปลดหนี้ใหม่ ๆ เป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุดต่อการกลับไปก่อหนี้ใหม่ เพราะรู้สึกว่ามีเงินเหลือใช้มากขึ้นทันทีจากยอดผ่อนที่หายไป หลายคนพลาดตรงนี้เพราะรีบใช้เงินก้อนที่เคยผ่อนไปกับของที่อยากได้มานาน โดยไม่ได้กันไว้เป็นเงินสำรองก่อน
แนวทางที่ควรทำต่อมีสามเรื่องหลัก อย่างแรกคือกันเงินจำนวนเท่ากับยอดที่เคยผ่อนต่อเดือนไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อยสามถึงหกเดือน ก่อนจะปล่อยตัวเองใช้จ่ายเต็มที่ อย่างที่สองคือทบทวนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นหนี้ตั้งแต่แรก ถ้าเป็นเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว ควรวางกติกาใหม่ให้ตัวเองชัดเจน อย่างที่สามคือเริ่มออมหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอแม้จะเป็นจำนวนน้อย เพราะวินัยการออมสร้างได้ง่ายกว่าตอนที่ยังไม่มีภาระหนี้กดดัน
ข้อควรระวังเรื่องพิธีกรรมที่แฝงการเสียเงินเพิ่ม
ช่วงที่เพิ่งปลดหนี้และรู้สึกโล่งใจ เป็นช่วงที่อ่อนไหวต่อการถูกชักชวนให้ทำพิธีเสริมดวงราคาแพงโดยอ้างว่าจะช่วยไม่ให้กลับไปเป็นหนี้อีก ควรตั้งข้อสังเกตว่าพิธีทำบุญปลดหนี้ตามความเชื่อไทยแท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก การถวายสังฆทานทั่วไปหรือการทำบุญเล็ก ๆ ก็เพียงพอแล้ว
ถ้ามีใครเสนอพิธีที่ต้องจ่ายเงินหลักพันหรือหลักหมื่นโดยอ้างสรรพคุณว่าจะปกป้องไม่ให้เป็นหนี้อีกตลอดชีวิต ควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าฟังดูสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะไม่มีพิธีกรรมใดควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่ายหรือการตัดสินใจทางการเงินในอนาคตของตัวเองได้จริง สิ่งที่ป้องกันการกลับไปเป็นหนี้ได้ดีที่สุดคือวินัยและความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของหนี้ก้อนเดิม ไม่ใช่พิธีกรรมราคาแพง
หนี้แต่ละประเภทที่ปลดแล้ว ความรู้สึกและสิ่งที่ควรทำต่อไม่เหมือนกัน
หนี้ไม่ได้มีแบบเดียว ความรู้สึกตอนปลดหนี้และสิ่งที่ควรวางแผนต่อจึงต่างกันไปตามประเภทของหนี้ที่เพิ่งหมดภาระ
หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้บุคคล มักมาพร้อมความเครียดสูงเพราะดอกเบี้ยแพงและงวดผ่อนกินสัดส่วนรายได้มาก คนที่เพิ่งปลดหนี้ประเภทนี้ควรระวังเป็นพิเศษไม่ให้กลับไปรูดบัตรใหม่ทันทีที่รู้สึกว่ามีเงินเหลือใช้มากขึ้น เพราะพฤติกรรมเดิมที่เคยพาไปสู่หนี้ก้อนแรกอาจยังไม่ได้เปลี่ยนจริง ๆ
หนี้ผ่อนรถ พอปลดแล้วมักรู้สึกโล่งใจเรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือนชัดเจน แต่ควรกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าซ่อมบำรุงรถที่อายุมากขึ้น เพราะรถที่ผ่อนหมดมักเริ่มมีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาสูงขึ้นพร้อมกัน
หนี้ผ่อนบ้าน เป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนส่วนใหญ่ ปลดแล้วมักรู้สึกเหมือนภูเขาที่แบกมาทั้งชีวิตหายไปในวันเดียว หลายครอบครัวเลือกทำบุญร่วมกันทั้งบ้านในโอกาสนี้ เพราะเป็นความสำเร็จของทั้งครอบครัว ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ควรพิจารณาโอนกรรมสิทธิ์และเก็บเอกสารปลอดภาระให้เรียบร้อยเป็นลำดับแรกก่อนคิดเรื่องพิธีกรรมใด ๆ
สรุป
ปลดหนี้ก้อนสุดท้ายแล้วไม่มีพิธีบังคับให้ต้องทำตามความเชื่อไทย จะทำบุญเล็ก ๆ เพื่อความรู้สึกขอบคุณตัวเอง หรือไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ผิด สิ่งที่สำคัญกว่าพิธีกรรมคือการใช้ช่วงเวลาหลังปลดหนี้นี้ทบทวนพฤติกรรมการเงินของตัวเอง แล้ววางระบบป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เพราะความสำเร็จของการปลดหนี้ไม่ได้อยู่ที่วันที่ยอดเป็นศูนย์ แต่อยู่ที่ว่าจะรักษาสถานะนั้นไว้ได้นานแค่ไหนต่างหาก







