ได้เงินก้อนไม่คาดคิด โบนัส มรดก หรือเงินคืนภาษี ควรดูแลเงินยังไงตามความเชื่อ

เงินก้อนไม่คาดคิดไม่มีข้อห้ามทางความเชื่อที่บังคับต้องทำอะไรเป็นพิเศษ แต่คนไทยจำนวนมากนิยมกันเงินส่วนหนึ่งไว้ทำบุญหรือแบ่งให้ผู้ใหญ่ก่อนใช้จ่าย เพื่อความรู้สึกขอบคุณและเป็นสิริมงคล ก่อนจะแบ่งส่วนที่เหลือเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ชำระหนี้ที่ค้าง และเก็บออมหรือลงทุน สิ่งที่ต้องระวังมากกว่าเรื่องความเชื่อคือกับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้คนใช้เงินก้อนหมดเร็วกว่าที่ควร เพราะรู้สึกว่าเป็นเงิน 'ได้มาฟรี' ไม่ใช่เงินที่หามาด้วยความเหนื่อยยากเหมือนเงินเดือนปกติ
แอปธนาคารแจ้งเตือนยอดเงินเข้าบัญชีก้อนใหญ่กว่าปกติ บางคนรู้ล่วงหน้าว่าเป็นโบนัสสิ้นปี บางคนงงว่าเป็นเงินอะไรก่อนจะนึกได้ว่าเป็นเงินคืนภาษีที่ยื่นไว้ตั้งแต่ต้นปี และบางคนได้รับแจ้งจากทนายความว่ามีเงินมรดกจากญาติที่เพิ่งจากไปโอนเข้ามาให้ ทั้งสามสถานการณ์นี้มีจุดร่วมเดียวกันคือเป็นเงินที่ไม่ได้อยู่ในแผนรายรับประจำเดือน และมักตามมาด้วยคำถามว่าควรทำอะไรกับมันก่อนใช้จ่ายตามใจ
บทความนี้จะพาดูว่าความเชื่อไทยมองเงินก้อนไม่คาดคิดแตกต่างจากเงินเดือนปกติอย่างไร แล้วปิดท้ายด้วยกับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้เงินก้อนแบบนี้มักหมดเร็วกว่าที่หลายคนตั้งใจไว้ตอนแรก
เงินก้อนไม่คาดคิดกับเงินเดือนปกติ ทำไมความรู้สึกและพฤติกรรมใช้จ่ายต่างกัน
เงินเดือนเป็นเงินที่รู้ล่วงหน้าและผูกกับความเหนื่อยยากที่ทำมาตลอดทั้งเดือน คนส่วนใหญ่จึงวางแผนใช้จ่ายเงินเดือนอย่างรอบคอบเพราะรู้ว่าต้องรออีกเดือนหนึ่งกว่าจะได้เงินใหม่ ในขณะที่เงินก้อนไม่คาดคิดอย่างโบนัส มรดก หรือเงินคืนภาษี มักถูกมองว่าเป็น "เงินพิเศษ" ที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม
ความรู้สึกว่าเป็นเงินพิเศษนี้เองที่ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว หลายคนรู้สึกว่าเงินก้อนนี้ "ใช้แล้วไม่เจ็บ" เหมือนเงินเดือนที่หามาด้วยความเหนื่อย ทั้งที่ในความเป็นจริงมูลค่าเป็นตัวเงินเท่ากันทุกประการ ความแตกต่างอยู่ที่มุมมองทางจิตใจล้วน ๆ
โบนัสสิ้นปี มรดก เงินคืนภาษี แต่ละแบบมีความเชื่อกำกับต่างกันไหม
ความเชื่อไทยไม่ได้แยกกฎเกณฑ์เฉพาะสำหรับเงินแต่ละประเภทอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติคนมักปฏิบัติต่อเงินแต่ละแบบต่างกันตามความรู้สึกที่ผูกอยู่กับที่มาของเงินนั้น
| ประเภทเงินก้อน | ความรู้สึกที่ผูกอยู่ | สิ่งที่คนนิยมทำก่อนใช้จ่าย |
|---|---|---|
| โบนัสสิ้นปี | ผลตอบแทนจากความสามารถและความขยันของตัวเอง | แบ่งให้รางวัลตัวเองและครอบครัวตามสมควร |
| เงินคืนภาษี | เงินของตัวเองที่ได้กลับคืนมา ไม่ใช่รายได้ใหม่ | มักนำไปใช้จ่ายตามแผนที่เตรียมไว้อยู่แล้ว |
| เงินมรดก | ผูกกับความทรงจำและความรู้สึกต่อผู้จากไป | ทำบุญอุทิศส่วนกุศลก่อนใช้จ่ายส่วนตัว |
จะเห็นว่าเงินมรดกเป็นประเภทเดียวที่มักมาพร้อมพิธีกรรมทางความเชื่อชัดเจนกว่าประเภทอื่น เพราะผูกกับคนที่จากไปโดยตรง ส่วนโบนัสและเงินคืนภาษีเป็นเรื่องของการวางแผนใช้จ่ายทั่วไปมากกว่าเรื่องความเชื่อ
กันเงินก้อนแรกไว้ทำบุญก่อนใช้จ่าย ความเชื่อนี้มาจากไหน
ธรรมเนียมกันเงินส่วนหนึ่งไว้ทำบุญก่อนใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ มีรากมาจากความเชื่อพุทธศาสนาเรื่องการแบ่งปันผลบุญก่อนรับผลประโยชน์เต็มที่ด้วยตัวเอง คล้ายกับธรรมเนียมทำบุญขึ้นบ้านใหม่หรือทำบุญเปิดร้านที่นิยมทำก่อนเริ่มใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นเต็มรูปแบบ
ความเชื่อนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องทำบุญเป็นจำนวนมาก แม้แต่การถวายสังฆทานเล็ก ๆ หรือบริจาคให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนก็ถือว่าครบตามธรรมเนียมแล้ว แก่นสำคัญคือความรู้สึกขอบคุณและการแบ่งปัน ไม่ใช่จำนวนเงินที่ใช้ทำบุญ
สัดส่วนแบ่งเงินก้อนที่หลายคนใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ความเชื่อ
นอกจากมิติความเชื่อ การแบ่งสัดส่วนเงินก้อนไม่คาดคิดเป็นเรื่องที่นักวางแผนการเงินแนะนำเช่นกัน แนวทางที่ใช้ได้จริงและปรับให้เข้ากับความเชื่อไทยได้พร้อมกันมีดังนี้
- กันสัดส่วนเล็กน้อยสำหรับทำบุญหรือแบ่งให้ผู้ใหญ่ในบ้าน ตามความเชื่อและความกตัญญู
- ตรวจสอบว่ามีหนี้ที่ต้องชำระค้างอยู่หรือไม่ ถ้ามีควรจัดการก่อนเป็นอันดับต้น
- กันเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบตามเป้าหมาย ถ้ายังไม่เคยมีเงินสำรองมาก่อน
- ส่วนที่เหลือจึงแบ่งระหว่างการให้รางวัลตัวเองตามสมควรกับการออมหรือลงทุนต่อยอด
สัดส่วนที่แน่นอนขึ้นอยู่กับสถานะการเงินของแต่ละคน คนที่ยังมีหนี้อยู่ควรให้น้ำหนักกับการชำระหนี้มากกว่า ส่วนคนที่ไม่มีหนี้และมีเงินสำรองเพียงพอแล้วสามารถให้น้ำหนักกับการให้รางวัลตัวเองหรือการลงทุนได้มากขึ้น
กับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้เงินก้อนหมดเร็วกว่าที่คิด
ปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่าการมองเงินตามที่มา อธิบายได้ว่าทำไมเงินก้อนไม่คาดคิดถึงหมดเร็วผิดปกติ สมองคนเรามักแบ่งเงินออกเป็นบัญชีย่อยในใจโดยไม่รู้ตัว เงินเดือนถูกจัดอยู่ในบัญชี "ต้องระมัดระวัง" ส่วนเงินก้อนพิเศษถูกจัดอยู่ในบัญชี "ใช้ได้อย่างอิสระ" ทั้งที่เป็นเงินในบัญชีธนาคารเดียวกัน
กับดักนี้อันตรายตรงที่คนมักไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้จ่ายเกินกว่าที่ควร เพราะรู้สึกว่าเป็นเงินที่ "ได้มาฟรี" วิธีป้องกันที่ได้ผลคือการตั้งกฎให้ตัวเองล่วงหน้าก่อนเงินเข้าบัญชีจริง เช่น กำหนดสัดส่วนที่จะใช้จ่ายกับส่วนที่จะเก็บไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้รับเงิน เพราะเมื่อเงินเข้าบัญชีแล้วมักตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
เงินมรดกจากคนที่จากไป มีข้อควรระวังทางความเชื่อเพิ่มเติมไหม
เงินมรดกมีมิติที่ซับซ้อนกว่าเงินก้อนประเภทอื่น เพราะมักมาพร้อมความรู้สึกสูญเสียที่ยังไม่จางหาย หลายครอบครัวเลือกทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้จากไปก่อนนำเงินไปใช้ส่วนตัว บางครอบครัวถึงกับเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้ในงานที่มีความหมายต่อผู้จากไปโดยเฉพาะ เช่น สร้างสิ่งที่ท่านเคยอยากทำแต่ไม่ทันได้ทำ
ข้อควรระวังที่สำคัญกว่าเรื่องความเชื่อคือความขัดแย้งในครอบครัวที่อาจเกิดขึ้นเรื่องการแบ่งมรดก โดยเฉพาะกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมชัดเจน ควรตรวจสอบขั้นตอนทางกฎหมายเรื่องการแบ่งมรดกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือนักกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดทางกฎหมายเฉพาะที่ความเชื่อไม่สามารถทดแทนได้
อีกจุดที่ควรระวังคือความรู้สึกผิดที่บางคนมีเวลาต้องใช้เงินมรดกเพื่อความสุขส่วนตัว รู้สึกเหมือนกำลังใช้เงินของผู้จากไปไปกับเรื่องสนุกสนาน ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติของคนที่เพิ่งสูญเสีย แต่ไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกผิดกลายเป็นเหตุผลที่เก็บเงินไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เพราะผู้จากไปส่วนใหญ่มักต้องการให้คนที่อยู่ข้างหลังมีชีวิตที่ดีขึ้นจากสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ ไม่ใช่แช่แข็งเงินนั้นไว้ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่จำเป็น
ตัวอย่างสามคนที่ได้เงินก้อนมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่จบไม่เหมือนกัน
ลองดูสามคนที่ได้เงินก้อนในเดือนเดียวกันแต่จัดการต่างกันโดยสิ้นเชิง คนแรกได้โบนัสสิ้นปีก้อนใหญ่ ตัดสินใจซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่และไปเที่ยวต่างประเทศทันทีโดยไม่ได้กันเงินส่วนไหนไว้เลย พอถึงเดือนถัดไปกลับพบว่าต้องใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเดือนเพราะเงินเดือนไม่พอ หลังจากใช้เงินโบนัสไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจนหมด
คนที่สองได้เงินคืนภาษีจำนวนไม่มากนัก แต่วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะนำไปโปะหนี้บัตรเครดิตที่ค้างอยู่ทั้งหมด พอเงินเข้าบัญชีจึงโอนจ่ายหนี้ทันทีโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองมีโอกาสเปลี่ยนใจ ผลคือดอกเบี้ยที่เคยต้องจ่ายทุกเดือนหายไป และรู้สึกโล่งใจกว่าการซื้อของฟุ่มเฟือยเสียอีก
คนที่สามได้รับมรดกจากญาติที่จากไป ตัดสินใจกันเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลตามความเชื่อของครอบครัวก่อน จากนั้นแบ่งส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินที่ไม่เคยมีมาก่อน และอีกครึ่งหนึ่งนำไปต่อยอดธุรกิจเล็ก ๆ ที่วางแผนไว้นานแล้วแต่ไม่เคยมีทุนเริ่มต้น ความแตกต่างของทั้งสามคนไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ได้รับ แต่อยู่ที่ว่าใครมีแผนล่วงหน้าก่อนเงินเข้าบัญชีจริงมากกว่ากัน
สรุป
เงินก้อนไม่คาดคิดไม่ว่าจะเป็นโบนัส มรดก หรือเงินคืนภาษี ไม่มีข้อบังคับทางความเชื่อที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด สิ่งที่ควรใส่ใจจริง ๆ คือการรู้เท่าทันกับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้เงินประเภทนี้หมดเร็วกว่าเงินเดือนปกติ การกันเงินส่วนหนึ่งไว้ทำบุญตามความเชื่อเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับความสบายใจ แต่การวางแผนสัดส่วนใช้จ่ายอย่างมีสติต่างหากที่จะกำหนดว่าเงินก้อนนี้จะสร้างประโยชน์ระยะยาวให้ชีวิตได้จริงหรือหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว







