แบรนด์และโลโก้ที่ต้องใช้สีตามหลักการตลาดสากลแต่ขัดกับสีกาลกิณีของเจ้าของกิจการ ควรเลือกยังไงให้สมดุล

ไม่ต้องเลือกทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่งทั้งหมด ให้แยกบทบาทของสีออกเป็นสีหลักที่ใช้สื่อสารกับลูกค้าตามหลักการตลาด กับสีรองหรือองค์ประกอบเสริมที่ใช้แทนความเชื่อส่วนตัวของเจ้าของกิจการ เช่น ใช้สีกาลกิณีเป็นสีหลักของโลโก้ตามที่กลุ่มเป้าหมายตอบรับดี แล้วเสริมสีมงคลของเจ้าของไว้ในองค์ประกอบอื่นที่เจ้าของเห็นเป็นประจำ เช่น ของใช้ในออฟฟิศหรือเครื่องแต่งกาย แทนที่จะฝืนใส่ในโลโก้ที่ต้องสื่อสารกับคนหมู่มาก
นักออกแบบแบรนด์มักแนะนำสีตามหลักจิตวิทยาสีสากล เช่น สีแดงกระตุ้นความอยากซื้อ สีน้ำเงินสร้างความน่าเชื่อถือ หรือสีเขียวสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ คำแนะนำเหล่านี้มาจากหลักจิตวิทยาสีที่นักการตลาดใช้กันทั่วไปในหลายอุตสาหกรรม แต่บางครั้งสีที่หลักการตลาดบอกว่าเหมาะที่สุดกับกลุ่มเป้าหมาย ดันเป็นสีกาลกิณีของเจ้าของกิจการพอดี ซึ่งตามความเชื่อโหราศาสตร์ไทยคือสีที่ควรเลี่ยงเป็นพิเศษสำหรับคนเกิดวันนั้น
สถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดใจให้เจ้าของธุรกิจไม่น้อย เพราะฝั่งหนึ่งคือข้อมูลการตลาดที่มีเหตุผลรองรับ อีกฝั่งคือความเชื่อส่วนตัวที่นับถือมาตลอดชีวิต จะเลือกทิ้งฝั่งไหนก็รู้สึกไม่สบายใจทั้งคู่
ทำความเข้าใจว่าสีกาลกิณีคืออะไรกันแน่
สีกาลกิณีเป็นแนวคิดในโหราศาสตร์ไทยที่ผูกกับวันเกิดของแต่ละคน แต่ละวันเกิดมีสีที่ถือว่าเป็นสีมงคลและสีที่ควรหลีกเลี่ยง ความเชื่อนี้มักถูกนำมาใช้กับสิ่งที่ใกล้ชิดตัวบุคคลมาก เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันสำคัญ หรือของใช้ส่วนตัว เป็นระบบความเชื่อเฉพาะที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงสากล ควรเข้าใจในฐานะความเชื่อที่มีคนนับถือ ไม่ใช่กฎที่บังคับทุกคนต้องปฏิบัติตาม
จุดสำคัญที่ควรแยกให้ชัดคือสีกาลกิณีเป็นเรื่องของ "ตัวบุคคล" ไม่ใช่เรื่องของ "แบรนด์" โดยตรง ความเชื่อดั้งเดิมไม่ได้พูดถึงโลโก้บริษัทตั้งแต่แรก เพราะแนวคิดเรื่องแบรนด์และโลโก้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทีหลังในยุคการตลาดสมัยใหม่ การนำสีกาลกิณีมาปรับใช้กับโลโก้จึงเป็นการตีความต่อยอด ไม่ใช่หลักดั้งเดิมที่มีคำตอบตายตัว
แยกบทบาทสีหลักของแบรนด์กับสีส่วนตัวของเจ้าของ
วิธีคลี่คลายที่ใช้ได้จริงคือแยกบทบาทของสีออกจากกันชัดเจน สีหลักของโลโก้ที่ใช้สื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ควรยึดตามหลักการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก เพราะเป้าหมายของสีตรงนี้คือการสื่อสารกับคนหมู่มากที่ไม่รู้จักและไม่สนใจเรื่องกาลกิณีของเจ้าของกิจการเลย
ส่วนความเชื่อเรื่องกาลกิณีของเจ้าของกิจการ สามารถดูแลผ่านองค์ประกอบอื่นที่ใกล้ชิดกับตัวเจ้าของโดยตรงแทน เช่น สีเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันสำคัญของธุรกิจ ของใช้ส่วนตัวในออฟฟิศ หรือสีของกระเป๋าสตางค์และของใช้ประจำวัน วิธีนี้ทำให้ทั้งสองฝั่งได้รับการดูแลโดยไม่ต้องเสียสละฝั่งใดฝั่งหนึ่งทั้งหมด
รายละเอียดเรื่องสีโลโก้ตามหลักการตลาดที่ใช้ได้ทั่วไปมีอธิบายเพิ่มเติมในสีโลโก้ธุรกิจ เลือกยังไงให้เหมาะกับแบรนด์ ซึ่งเน้นมุมมองด้านการตลาดเป็นหลัก
ถ้าจำเป็นต้องใช้สีกาลกิณีในโลโก้จริง ๆ ควรทำอย่างไร
ในกรณีที่สีกาลกิณีเป็นสีเดียวที่เหมาะกับอุตสาหกรรมนั้นจริง ๆ เช่น ธุรกิจอาหารที่สีแดงเป็นมาตรฐานของกลุ่มเป้าหมาย แต่แดงดันเป็นสีกาลกิณีของเจ้าของ มีแนวทางบรรเทาที่ใช้กันคือลดสัดส่วนของสีนั้นให้เป็นสีรองแทนสีหลัก หรือใช้สีนั้นในเฉดที่ต่างจากเฉดที่ถือว่าเป็นกาลกิณีโดยตรง เพราะความเชื่อเรื่องสีกาลกิณีมักผูกกับโทนสีหลักมากกว่าเฉดสีย่อยที่ปรับแต่งแล้ว
อีกแนวทางที่หลายธุรกิจใช้คือให้สีหลักของโลโก้เป็นสีตามหลักการตลาด แล้วเลือกสีมงคลของเจ้าของกิจการมาเป็นสีรองหรือสีของกราฟิกประกอบแทน วิธีนี้ยังคงเอกลักษณ์ทางการตลาดไว้ได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็มีองค์ประกอบมงคลของเจ้าของแทรกอยู่ในภาพรวมของแบรนด์
ข้อผิดพลาดที่มักเจอเมื่อพยายามผสมทั้งสองฝั่ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือพยายามยัดทั้งสีมงคลของเจ้าของและสีตามหลักการตลาดเข้าไปในโลโก้พร้อมกันทั้งหมด จนได้โลโก้ที่มีสีเยอะเกินไป ดูสับสน ไม่มีจุดโฟกัสชัดเจน ซึ่งเสียทั้งสองด้าน ทั้งด้านการตลาดที่ต้องการความเรียบง่ายจดจำง่าย และด้านความเชื่อที่ไม่ได้ช่วยอะไรถ้าสีมงคลถูกกลบด้วยสีอื่นจนแทบมองไม่เห็น
รายละเอียดข้อผิดพลาดเรื่องการเลือกโทนสีแบรนด์ที่ควรหลีกเลี่ยงมีอธิบายเพิ่มเติมในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกโทนสีแบรนด์ ซึ่งครอบคลุมปัญหาการใส่สีเยอะเกินไปในโลโก้ด้วยเช่นกัน
เมื่อหุ้นส่วนธุรกิจมีวันเกิดต่างกัน สีกาลกิณีขัดกันเองด้วยซ้ำ ควรทำยังไง
ในธุรกิจที่มีหุ้นส่วนหลายคน สีกาลกิณีของแต่ละคนอาจขัดกันเองตั้งแต่ต้น สีที่เป็นมงคลสำหรับคนหนึ่งอาจเป็นกาลกิณีสำหรับอีกคน กรณีนี้ไม่มีคำตอบที่ทำให้ทุกคนพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ตามความเชื่อได้ วิธีที่ปฏิบัติได้จริงคือให้ทุกฝ่ายยอมรับตั้งแต่ต้นว่าโลโก้ต้องยึดหลักการตลาดและกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตัดสินหลัก ส่วนความเชื่อส่วนตัวของแต่ละคนดูแลผ่านของใช้ส่วนตัวหรือพื้นที่ทำงานของตัวเองแทน เพื่อไม่ให้ธุรกิจติดขัดเพราะหาข้อสรุปเรื่องสีไม่ได้
ข้อควรระวัง
- อย่าเปลี่ยนสีโลโก้ที่ใช้มานานและลูกค้าจดจำได้แล้วเพียงเพราะเพิ่งรู้เรื่องสีกาลกิณีทีหลัง เพราะอาจเสียการจดจำแบรนด์ที่สั่งสมมานาน ควรพิจารณาทางเลือกอื่นก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทั้งหมด
- อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องสีกาลกิณีทำให้ตัดสินใจเรื่องแบรนด์ช้าเกินไปจนเสียโอกาสทางธุรกิจ
- อย่าลืมว่าความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า การบริการ และกลยุทธ์การตลาดเป็นหลัก สีโลโก้เป็นเพียงองค์ประกอบเสริมหนึ่งเท่านั้น
- อย่าบังคับให้พนักงานหรือหุ้นส่วนที่ไม่นับถือความเชื่อเรื่องกาลกิณีต้องปฏิบัติตามความเชื่อของเจ้าของกิจการฝ่ายเดียว
สรุป
สีโลโก้ที่ขัดกับสีกาลกิณีของเจ้าของกิจการไม่จำเป็นต้องบังคับให้เลือกทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่งทั้งหมด ทางออกที่สมดุลคือแยกบทบาทของสีให้ชัดเจน ให้สีหลักของโลโก้ยึดหลักการตลาดที่สื่อสารกับลูกค้าในวงกว้าง แล้วดูแลความเชื่อส่วนตัวของเจ้าของผ่านองค์ประกอบอื่นที่ใกล้ชิดกับตัวเองแทน วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียโอกาสทางการตลาด ขณะเดียวกันเจ้าของกิจการก็ยังรู้สึกสบายใจตามความเชื่อที่นับถือ







