ชื่อที่พระหรือผู้ใหญ่ตั้งให้ ต่างจากชื่อที่พ่อแม่ตั้งเอง ควรใช้ชื่อไหนเป็นทางการ

ทั้งชื่อที่พระหรือผู้ใหญ่ตั้งให้และชื่อที่พ่อแม่ตั้งเองใช้เป็นชื่อทางการในสูติบัตรได้ทั้งคู่ ไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายว่าต้องใช้ชื่อจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก โดยทั่วไปชื่อที่พระหรือผู้ใหญ่ตั้งให้มักได้รับความเชื่อมั่นสูงเรื่องการคำนวณดวงชะตาและความเป็นมงคลจากประสบการณ์ของผู้ตั้ง ขณะที่ชื่อที่พ่อแม่ตั้งเองมักผูกพันกับความหมายหรือเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัวมากกว่า หากสองชื่อขัดกันและตัดสินใจไม่ได้ ทางเลือกที่ทำได้คือใช้ชื่อหนึ่งเป็นชื่อจริงและอีกชื่อเป็นชื่อกลางหรือชื่อเล่นแทน
หลานสาวคนแรกของตระกูลหนึ่งเกิดมาพร้อมชื่อสองชื่อรอตัดสินใจ ชื่อหนึ่งได้จากเจ้าอาวาสวัดประจำตระกูลที่คำนวณดวงให้ตั้งแต่รู้ข่าวว่าจะมีลูก อีกชื่อหนึ่งเป็นชื่อที่แม่คิดไว้เองตั้งแต่ยังไม่คลอด เพราะมีความหมายผูกพันกับความฝันที่อยากให้ลูกเป็นคนแบบไหน ทั้งคู่ดีทั้งสองชื่อ แต่ต้องเลือกใช้แค่ชื่อเดียวในสูติบัตร คำถามนี้ทำให้ครอบครัวถกกันอยู่หลายวันกว่าจะตกลงกันได้
ธรรมเนียมให้พระหรือผู้ใหญ่ตั้งชื่อ มีที่มาจากไหน
การให้พระสงฆ์หรือผู้ใหญ่ที่นับถือช่วยตั้งชื่อลูกเป็นธรรมเนียมที่มีมานานในสังคมไทย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีวัดประจำตระกูลหรือมีพระอาจารย์ที่คุ้นเคยกันมาหลายชั่วอายุคน แนวคิดเบื้องหลังคือเชื่อว่าพระสงฆ์หรือผู้ใหญ่ที่มีความรู้ทางธรรมและโหราศาสตร์จะเลือกคำที่เป็นมงคลทั้งในแง่ความหมายทางธรรมและดวงชะตาของเด็กได้แม่นยำกว่าพ่อแม่ที่ไม่มีความรู้เฉพาะทาง
บางครอบครัวยังมองว่าการให้พระตั้งชื่อเป็นการขอพรและความคุ้มครองทางใจไปในตัว เพราะชื่อนั้นผ่านการคิดและอธิษฐานจากผู้ที่ครอบครัวเคารพนับถือ ไม่ใช่แค่การเลือกคำที่ฟังดูดีเฉยๆ ธรรมเนียมนี้พบได้ทั้งในครอบครัวที่เคร่งศาสนามากและครอบครัวทั่วไปที่อยากได้ความเห็นจากผู้มีประสบการณ์มากกว่าตัวเอง
ทำไมบางครอบครัวเลือกตั้งชื่อลูกเอง ไม่พึ่งผู้ใหญ่
ในทางกลับกัน ครอบครัวจำนวนไม่น้อยเลือกตั้งชื่อลูกเองโดยไม่ผ่านพระหรือผู้ใหญ่เลย ด้วยเหตุผลหลายแบบ บางคู่อยากให้ชื่อลูกมีความหมายที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว เช่น ชื่อสถานที่ที่พบรัก คำที่มาจากความฝันหรือเป้าหมายชีวิตที่อยากส่งต่อให้ลูก หรือชื่อที่ผสมจากชื่อพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายเพื่อสื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน
บางคู่ก็แค่รู้สึกว่าการตั้งชื่อลูกเป็นสิทธิและความสุขส่วนตัวของพ่อแม่โดยตรง ไม่อยากให้คนอื่นแม้แต่ผู้ใหญ่ที่เคารพมาเป็นผู้ตัดสินใจแทน ทั้งสองแนวคิดนี้ไม่มีอันไหนถูกหรือผิดกว่ากัน เป็นเรื่องของค่านิยมและความสัมพันธ์ในครอบครัวแต่ละบ้านมากกว่า
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของสองแนวทาง
| แนวทาง | ข้อดี | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| ให้พระหรือผู้ใหญ่ตั้งชื่อ | ได้ความเชื่อมั่นจากประสบการณ์และความรู้เฉพาะทาง มีมิติทางใจเรื่องขอพร | อาจได้ชื่อที่ไม่ตรงกับรสนิยมหรือความหมายที่พ่อแม่อยากได้ ต้องรอเวลาของผู้ตั้ง |
| พ่อแม่ตั้งเอง | ได้ชื่อที่ผูกพันกับความรู้สึกและเรื่องราวของครอบครัวโดยตรง ตัดสินใจได้เร็ว | อาจขาดความรู้เฉพาะทางเรื่องเลขศาสตร์หรือดวงชะตาถ้าไม่ได้ศึกษามาก่อน |
| ผสมทั้งสองแนวทาง | ได้ทั้งความเห็นผู้เชี่ยวชาญและความหมายส่วนตัวไปพร้อมกัน | ต้องใช้เวลาหาจุดที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ อาจต้องปรับชื่อไปมาหลายรอบ |
ครอบครัวจำนวนมากในปัจจุบันเลือกแนวทางที่สาม คือให้พ่อแม่คิดชื่อที่มีความหมายอยากได้ไว้ก่อน แล้วนำไปให้พระหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบและปรับแก้เล็กน้อยให้ผ่านเกณฑ์ดวงชะตาหรือเลขศาสตร์ วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่สองชื่อจะขัดกันตั้งแต่ต้น
ชื่อไหนควรใช้เป็นทางการในสูติบัตร
ในทางกฎหมาย ไม่มีข้อบังคับใดกำหนดว่าชื่อที่ใช้แจ้งเกิดต้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งโดยเฉพาะ พ่อแม่หรือผู้ปกครองตามกฎหมายเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจสุดท้ายว่าจะแจ้งชื่ออะไรในสูติบัตร ไม่ว่าชื่อนั้นจะมาจากพระ ผู้ใหญ่ในครอบครัว หรือพ่อแม่คิดเอง
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกชื่อทางการจึงไม่ใช่เรื่องว่าใครเป็นคนตั้ง แต่เป็นเรื่องว่าชื่อนั้นเหมาะสมกับเด็กในระยะยาวแค่ไหน ทั้งเรื่องความหมาย การออกเสียง ความสะดวกในการเขียนและสะกด และความรู้สึกของพ่อแม่ที่จะต้องเรียกชื่อนี้ไปตลอดชีวิต
ถ้าสองชื่อขัดกันทางเลขศาสตร์ ควรทำอย่างไร
สถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่าคือเมื่อชื่อที่พระตั้งให้กับชื่อที่พ่อแม่อยากได้ ทั้งสองชื่อผ่านเกณฑ์ความหมายที่ต้องการ แต่พอนำไปคำนวณเลขศาสตร์กลับได้ผลต่างกัน ชื่อหนึ่งผ่านเกณฑ์ดี อีกชื่อหนึ่งผ่านเกณฑ์ปานกลาง กรณีแบบนี้ไม่มีทางออกที่ถูกต้องตายตัว
- ลองถามพระหรือผู้ใหญ่ที่ตั้งชื่อให้ว่ามีเหตุผลอะไรพิเศษเบื้องหลังชื่อที่ท่านเลือก บางครั้งท่านอาจเห็นบางแง่มุมของดวงชะตาที่พ่อแม่ไม่รู้
- ลองนำทั้งสองชื่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญเลขศาสตร์อีกท่านหนึ่งช่วยตรวจสอบเปรียบเทียบ เพื่อได้มุมมองที่สามประกอบการตัดสินใจ
- ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ให้กลับมาถามตัวเองว่าชื่อไหนที่พ่อแม่รู้สึกอยากเรียกลูกด้วยชื่อนั้นมากกว่ากันจริงๆ เพราะพ่อแม่คือคนที่ต้องเรียกชื่อนี้ทุกวันไปอีกหลายสิบปี
- พิจารณาใช้ชื่อหนึ่งเป็นชื่อจริง อีกชื่อหนึ่งเป็นชื่อกลางหรือชื่อเล่น เพื่อให้ทั้งสองชื่อยังมีความหมายในชีวิตของเด็กโดยไม่ต้องทิ้งชื่อใดชื่อหนึ่งไปทั้งหมด
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญคือครอบครัวควรคุยกันให้ชัดเจนก่อนวันแจ้งเกิด เพราะการเปลี่ยนชื่อในสูติบัตรภายหลังต้องผ่านขั้นตอนขอเปลี่ยนชื่อตามกฎหมายซึ่งใช้เวลาและเอกสารเพิ่มเติม
เตรียมตัวอย่างไรก่อนขอให้พระหรือผู้ใหญ่ช่วยตั้งชื่อ
หลายครอบครัวที่ไม่เคยขอให้พระตั้งชื่อมาก่อนมักไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร ทำให้ได้ชื่อที่ไม่ตรงกับความคาดหวังหรือเสียเวลาไปมาหลายรอบ ข้อมูลที่ควรเตรียมให้พร้อมก่อนไปขอชื่อคือวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิดของเด็กที่แน่นอนที่สุดเท่าที่มี นามสกุลของครอบครัวเพื่อให้ท่านพิจารณาผลรวมทั้งชื่อและนามสกุลไปพร้อมกัน และแนวคิดหรือความหมายที่ครอบครัวอยากให้ชื่อสื่อถึง เช่น อยากได้ชื่อที่มีความหมายเกี่ยวกับความเฉลียวฉลาด ความอ่อนโยน หรือความมั่นคง
การบอกความต้องการเบื้องต้นไม่ใช่การ "สั่ง" ชื่อ แต่ช่วยให้พระหรือผู้ใหญ่มีกรอบในการเลือกคำที่ตรงกับสิ่งที่ครอบครัวให้คุณค่า แทนที่จะต้องเดาเอง หลายครอบครัวที่เคยผ่านขั้นตอนนี้มาเล่าว่าการพูดคุยล่วงหน้าแบบนี้ช่วยลดโอกาสที่จะได้ชื่อที่ขัดกับความรู้สึกของพ่อแม่ไปมากทีเดียว
อีกเรื่องที่ควรถามให้ชัดตั้งแต่ต้นคือระยะเวลาที่ท่านจะใช้ในการตั้งชื่อ เพราะพระหรือผู้ใหญ่บางท่านที่มีคิวขอชื่อเยอะอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะได้ชื่อที่ท่านพอใจ ครอบครัวที่ต้องแจ้งเกิดภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายควรวางแผนเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า ไม่ควรรอจนใกล้วันครบกำหนดแจ้งเกิดแล้วค่อยไปขอชื่อ เพราะอาจต้องรีบตัดสินใจโดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และอาจไม่มีเวลาเหลือพอที่จะกลับไปขอชื่อสำรองจากท่านอื่นหากชื่อแรกที่ได้มายังไม่ลงตัวกับสิ่งที่ครอบครัวต้องการ
การขอบคุณผู้ใหญ่เมื่อไม่ได้เลือกใช้ชื่อที่ท่านตั้งให้
จุดที่หลายครอบครัวกังวลมากที่สุดไม่ใช่เรื่องเลขศาสตร์ แต่เป็นเรื่องมารยาทและความรู้สึกของผู้ใหญ่ที่ตั้งใจตั้งชื่อให้แล้วสุดท้ายไม่ได้ถูกเลือกใช้เป็นชื่อทางการ วิธีจัดการที่เหมาะสมคือกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับเวลาและความตั้งใจที่ท่านสละให้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
จากนั้นอธิบายเหตุผลตรงๆ ด้วยน้ำเสียงสุภาพว่าทำไมครอบครัวถึงเลือกอีกชื่อหนึ่ง เช่น ผูกพันกับความหมายบางอย่างเป็นพิเศษ หรือรู้สึกว่าอีกชื่อเข้ากับตัวเด็กมากกว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่เข้าใจธรรมเนียมนี้ดีอยู่แล้วจะไม่ถือโทษ เพราะรู้ว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็นสิทธิของพ่อแม่เด็กเสมอ หลายครอบครัวยังคงนำชื่อที่พระตั้งให้มาใช้เป็นชื่อกลางหรือใช้ในพิธีทำบุญสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และความเคารพต่อผู้ใหญ่ท่านนั้นไว้ควบคู่กันไป
สรุป
ชื่อที่พระหรือผู้ใหญ่ตั้งให้กับชื่อที่พ่อแม่ตั้งเอง ไม่มีชื่อไหนถูกกฎหมายบังคับให้ต้องใช้มากกว่ากัน การตัดสินใจสุดท้ายเป็นของพ่อแม่เสมอ สิ่งสำคัญกว่าคือครอบครัวควรคุยกันให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าจะให้น้ำหนักกับอะไร และถ้าเลือกไม่ใช้ชื่อของผู้ใหญ่ ก็ควรสื่อสารด้วยความเคารพเพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวไว้ ชื่อที่ดีที่สุดคือชื่อที่ทั้งพ่อแม่รู้สึกอยากเรียกไปตลอดชีวิตและเด็กจะเติบโตมาพร้อมความรู้สึกดีเมื่อรู้ที่มาของชื่อตัวเอง






