จดทะเบียนบริษัทแบบมีหุ้นส่วนหลายคน ต้องดูฤกษ์ตามวันเกิดของใคร

หลักทั่วไปที่นิยมใช้คือยึดวันเกิดของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดหรือผู้ที่จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหลักเป็นตัวตั้งในการดูฤกษ์ เพราะเป็นผู้ที่ผูกพันกับความรับผิดชอบของบริษัทมากที่สุดตามกฎหมาย แต่ถ้าหุ้นส่วนถือหุ้นเท่ากันหรือทุกคนมีบทบาทเท่าเทียมกัน ทางเลือกที่ยุติธรรมกว่าคือให้ผู้รู้ดูฤกษ์ที่เป็นกลางสำหรับทุกฝ่าย ซึ่งเป็นวันที่ไม่ขัดกับดวงของใครเป็นพิเศษ แทนที่จะยึดวันเกิดของคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว
เพื่อนสามคนตัดสินใจร่วมกันเปิดบริษัทใหม่ ทุกคนถือหุ้นเท่ากันคนละสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ พอถึงขั้นตอนดูฤกษ์จดทะเบียนกลับพบว่าวันเกิดของแต่ละคนให้ฤกษ์ที่ดีคนละวันกันหมด คนหนึ่งได้ฤกษ์ดีในวันจันทร์ อีกคนได้ฤกษ์ดีในวันพฤหัสบดี ส่วนคนที่สามกลับไม่มีวันไหนในเดือนนั้นที่ถูกโฉลกเป็นพิเศษเลย
สถานการณ์แบบนี้ต่างจากธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียว เพราะไม่มีวันเกิดหลักที่ใช้อ้างอิงได้ทันที บทความนี้จะอธิบายหลักทั่วไปที่ใช้ตัดสินใจในสถานการณ์แบบนี้
หลักทั่วไป: ยึดวันเกิดของใครเมื่อมีหุ้นส่วนหลายคน
แนวทางที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือยึดวันเกิดของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดหรือผู้ที่จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหลักเป็นตัวตั้ง เพราะบุคคลนี้มักเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อการดำเนินงานของบริษัทตามกฎหมาย และมักเป็นผู้ที่ต้องเซ็นเอกสารสำคัญของบริษัทบ่อยที่สุดในระยะยาว
หลักนี้ใช้ได้ดีเมื่อมีผู้ถือหุ้นคนหนึ่งที่ชัดเจนว่าเป็นผู้นำหลัก แต่เมื่อสัดส่วนหุ้นใกล้เคียงกันหรือเท่ากันทุกคน หลักนี้จะเริ่มมีปัญหาเพราะไม่มีใครที่ "ใหญ่กว่า" คนอื่นอย่างชัดเจน
เมื่อหุ้นส่วนถือหุ้นเท่ากันทุกคน ควรทำอย่างไร
กรณีที่ถือหุ้นเท่ากันหรือทุกคนมีบทบาทสำคัญเทียบเท่ากัน การยึดวันเกิดของคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวอาจทำให้หุ้นส่วนคนอื่นรู้สึกไม่เท่าเทียม ทางเลือกที่หลายธุรกิจใช้คือให้ผู้รู้ดูฤกษ์แบบพิจารณาวันเกิดของทุกคนประกอบกัน เพื่อหาวันที่เป็นกลางและไม่ขัดกับดวงของใครเป็นพิเศษ แทนที่จะเลือกวันที่ดีที่สุดสำหรับคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
วิธีนี้อาจไม่ได้วันที่ "ดีที่สุด" สำหรับทุกคนพร้อมกัน แต่ได้วันที่ "ไม่ขัด" กับใครเลย ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้มากกว่า
เมื่อฤกษ์ของหุ้นส่วนแต่ละคนขัดกันจนหาวันที่ทุกคนโอเคไม่ได้เลย
สถานการณ์ที่ยากที่สุดคือเมื่อวันเกิดของหุ้นส่วนแต่ละคนขัดกันจนไม่มีวันไหนในช่วงเวลาที่ต้องการเลยที่เป็นฤกษ์ดีสำหรับทุกคนพร้อมกัน จุดนี้ต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการหา "วันที่ดีที่สุด" มาเป็นการหา "วันที่ไม่เสียหายกับใคร" แทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สมเหตุสมผลกว่าในทางปฏิบัติ
อีกทางเลือกที่บางธุรกิจใช้คือแยกพิธีเป็นสองส่วน คือวันยื่นจดทะเบียนจริงตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดหรือสะดวกที่สุด กับวันทำพิธีเปิดบริษัทหรือไหว้ศาลพระภูมิที่เลือกฤกษ์แยกต่างหากในภายหลัง ทำให้ไม่ต้องบีบให้ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นในวันเดียวที่หาฤกษ์ตรงกันยาก
ตารางแนวทางตัดสินใจตามโครงสร้างผู้ถือหุ้น
| โครงสร้างผู้ถือหุ้น | แนวทางเลือกฤกษ์ |
|---|---|
| มีผู้ถือหุ้นใหญ่ชัดเจน | ยึดวันเกิดผู้ถือหุ้นใหญ่หรือกรรมการผู้มีอำนาจหลัก |
| ถือหุ้นเท่ากันทุกคน | ให้ผู้รู้พิจารณาวันเกิดทุกคนประกอบกัน หาวันกลาง |
| ฤกษ์ของแต่ละคนขัดกันมาก | แยกวันจดทะเบียนกับวันทำพิธีเปิดบริษัทออกจากกัน |
| หุ้นส่วนบางคนไม่ยึดเรื่องฤกษ์เลย | ให้ผู้ที่ยึดถือเป็นหลักในการเลือกวัน ผู้อื่นร่วมด้วยความเข้าใจ |
คุยกับหุ้นส่วนเรื่องฤกษ์อย่างไรไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้ง
เรื่องฤกษ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่แต่ละคนให้ความสำคัญไม่เท่ากัน หุ้นส่วนบางคนอาจไม่ได้ยึดถือเรื่องนี้เลยและมองว่าเสียเวลา ขณะที่อีกคนอาจให้ความสำคัญมาก วิธีที่ช่วยลดความขัดแย้งคือเปิดใจคุยกันตั้งแต่ต้นว่าใครให้น้ำหนักกับเรื่องนี้แค่ไหน แล้วหาจุดที่ทุกคนยอมรับร่วมกันได้ เช่น ให้ผู้ที่ยึดถือเรื่องฤกษ์เป็นผู้เลือกวันหลัก ส่วนคนที่ไม่ได้ยึดถือก็เข้าร่วมด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ฝืนใจ
สรุป
ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนหลายคนไม่มีสูตรตายตัวเรื่องฤกษ์เหมือนธุรกิจเจ้าของคนเดียว หลักที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้มีอำนาจลงนามหลักถ้ามีชัดเจน แต่ถ้าทุกคนเท่าเทียมกัน การหาวันกลางที่ไม่ขัดกับใครมักเป็นทางออกที่ยุติธรรมกว่าการยึดวันเกิดของคนใดคนหนึ่ง และถ้าฤกษ์ขัดกันมากจริง ๆ การแยกวันจดทะเบียนตามกฎหมายออกจากวันทำพิธีเปิดบริษัทก็ช่วยลดแรงกดดันได้มาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการคุยกันตรง ๆ ตั้งแต่ต้นเพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความสำคัญเท่ากันในการเริ่มต้นธุรกิจร่วมกัน







